thansettakij
สปสช. กางแผนปฏิรูประบบบัตรทอง กทม. อุ้ม คนจนเมือง-ประชากรแฝง

สปสช. กางแผนปฏิรูประบบบัตรทอง กทม. อุ้ม คนจนเมือง-ประชากรแฝง

17 ก.พ. 2569 | 07:15 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.พ. 2569 | 07:45 น.

เลขาธิการ สปสช. กางแผนปฏิรูปสิทธิบัตรทองคนกรุงครั้งใหญ่ เล็งให้สิทธิ์ขยับตามตัวผู้ป่วย ดึงเงินตามตัวคน พร้อมแก้ปัญหาประชากรแฝงนับล้านคนเข้าทำงานในเมืองกรุงแต่เข้าไม่ถึงบริการ พร้อมดึงรพ.รัฐสังกัด สธ.-ปริมณฑลเป็นเจ้าภาพร่วมดูแลประชาชน ปลดล็อกปัญหาการส่งต่อผู้ป่วย

KEY

POINTS

  • สปสช. เตรียมปฏิรูประบบบัตรทองใน กทม. ครั้งใหญ่ เพื่อดูแลกลุ่มคนจนในเมืองและประชากรแฝงหลายล้านคนที่ยังไม่ได้ย้ายสิทธิ์
  • จะมีการปรับเปลี่ยน 2 ส่วนหลัก คือ รูปแบบการจ่ายเงินชดเชย และการจัดเครือข่ายบริการโดยให้โรงพยาบาลรัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพิงโรงพยาบาลเอกชน
  • มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการของประชากรแฝงที่อาศัยใน กทม. แต่สิทธิ์บัตรทองยังอยู่ต่างจังหวัด ทำให้เมื่อเจ็บป่วยอาจเกิดปัญหา
  • หนึ่งในแนวทางคือการปรับปรุงระบบทะเบียนให้ประชาชนสามารถย้ายสิทธิ์ได้ทันที เพื่อให้งบประมาณตามไปดูแลผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว

ฐานเศรษฐกิจ ร่วมเปิดบ้านต้อนรับ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมคณะให้สัมภาษณ์กลุ่มผู้บริหาร Nation group เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในประเด็น "ข้อเสนอนโยบายการขับเคลื่อนการสร้างความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ"

ตอนหนึ่ง นพ.จเด็จ เลขาธิการสปสช. ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการปฏิรูประบบบริการบัตรทองในพื้นที่ กทม.ว่า ต้องมีการรื้อระบบใหม่ใน 2 ส่วนสำคัญ คือ รื้อเรื่องเงิน โดยปรับรูปแบบการจ่ายชดเชยใน กทม.จาก Model 5 จ่ายตามรายการบริการ เป็น Model 2 คือ ให้รพ.ใหญ่เป็นเจ้าภาพดูแลประชาชน  

อีกเรื่อง คือ การรื้อเรื่องของการบริการ ซึ่งสปสช.จะเน้นภาพใหญ่ขึ้น จัดเครือข่ายบริการโดย รพ.สังกัด กระทรวงสาธารณสุข และ กรมการแพทย์ เข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วม ดูแลประชาชนสิทธิบัตรทอง ใน กทม.เพื่อช่วยลดปัญหาการส่งต่อในพื้นที่ กทม. ลดการพึ่งพิง รพ.เอกชน 

นพ.จเด็จ เลขาธิการ สปสช. ขยายความเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขนั้นได้มีการหารือกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่าอาจจะดึงเอาโรงพยาบาลในปริมณฑลของกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาให้บริการ ในลักษณะเหมือนกับ รพ.บ้านแพ้ว คือ มีอิสระมากขึ้น หรือ อาจมีรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับสภาพในตอนนี้ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องของการสร้างโรงพยาบาลใหม่ ๆ เพื่อให้บริการกับประชาชนแต่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุดเนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาสำคัญ คือ ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างมากซึ่งถ้าจะใช้ระบบใหม่เพื่อแก้ปัญหาต้องมีการพูดคุยกันในเรื่องเหล่านี้    

"สำหรับระบบใหม่นั้นเป็นระบบที่ต้องกล้าเปลี่ยนเพราะถ้าบริหารแบบราชการบางทีไปไม่ได้ ต้องใช้การบริหารแบบกึ่งอิสระมากขึ้นเพื่อความคล่องตัว นี่เป็นโมเดลหนึ่งที่มีการพูดถึง ขณะเดียวกันตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงโมเดลอื่น ๆ เข้ามาด้วย เช่น ระบบที่เรียกว่า Social Enterprise วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจสังคม เป็นต้น 

อย่างไรก็ดี สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น นพ.จเด็จ เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า ยังไม่ตกผลึกเป็นเพียงแนวคิดที่ได้คุยกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นแต่สิ่งที่เห็นพ้องกัน คือ เชื่อว่า ต้องรื้อใหญ่โดยให้น้ำหนักไปที่กลุ่มของคนจนใน กทม. มากขึ้นเนื่องเป็นกลุ่มที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ นพ.จเด็จ เลขาธิการ สปสช. ระบุ 

"ไม่ใช่เพราะเข้าไม่ถึงสิทธิ์ หรือไม่มีสิทธิ์ แต่เป็นกลุ่มคนที่ไม่รู้เลย เช่น กรณีของผู้ที่อพยพเข้ามาอยู่ในกทม.มีสิทธิบัตรทองซึ่ง สปสช.เปิดให้ย้ายสิทธิ์ได้ปีละ 4 ครั้ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาไม่ได้เจ็บป่วย ยังแข็งแรงยังทำงานได้เรื่องนี้จะเริ่มมีปัญหาเมื่อเขาป่วย นอกจากนี้เมื่อเขาย้ายสิทธิ์มาในเชิงบริการสาธารณสุขแล้วเงินจะตามคนเข้ามาด้วย แต่วันนี้คนมาอยู่แต่เงินยังไม่มาเพราะเขายังไม่ย้ายสิทธิ์มา  

ทั้งนี้ ปัจจุบันตัวเลขสิทธิบัตรทองที่ลงทะเบียนในระบบของ สปสช. มีอยู่เพียง 3.5 ล้านคน ขณะที่คาดว่า ตัวเลขจริงของประชากรที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ กทม.โดยไม่ได้ย้ายสิทธิ์บัตรทองในปัจจุบันมีหลายล้านคน

อย่างไรก็ดี นพ.จเด็จ เลขาธิการ สปสช. กล่าวย้ำว่า หลักการณ์ที่ดีที่สุด คือ ทำยังไงให้ประชาชนรู้สึกว่า ไปตรงไหนสิทธิ์ต้องเปลี่ยนได้ทันทีเพื่อจะได้ไปดูแลเขาซึ่งด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันทำได้ ดังนั้น เรื่องของการเปลี่ยนบริการ เปลี่ยน finance เปลี่ยนเรื่องลงทะเบียนใหม่ 3 เรื่องนี้น่าจะเป็นจุดที่จะต้องปฏิรูปทั้งกรุงเทพมหานคร โดยนพ.จเด็จ เลขาธิการ สปสช. เชื่อว่า จะเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นหลังจากที่รัฐบาลมีความชัดเจนแล้ว

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์แต่ที่ผ่านมามีการขยับขับเคลื่อนมาต่อเนื่อง มีการหารือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เป็นระยะทั้งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข กทม. และ สปสช. ขณะนี้แค่รอเวลาและความชัดเจนของรัฐบาลเท่านั้น