

KEY
POINTS
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 655 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความสามารถในการแข่งขันในภาพรวมปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 47.4 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่าย รวมถึงบรรยากาศการท่องเที่ยวที่คึกคักในช่วงปลายปี และสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่เริ่มสงบลง
ทั้งนี้ ดัชนียังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ซึ่งสะท้อนว่าความเชื่อมั่นและสถานการณ์ธุรกิจยังไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีประเด็นสำคัญที่น่ากังวล
รายได้เพิ่มแต่กำไรลด แม้ผู้ประกอบการ 36% จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ดัชนีด้านกำไรสุทธิต่ำที่สุดเพียง 43.5
ความเหลื่อมล้ำตามขนาดธุรกิจ ธุรกิจขนาดกลาง เริ่มปรับตัวได้และมีดัชนีเกิน 50 ในบางรายการ แต่ธุรกิจขนาดเล็ก และรายย่อย ยังย่ำแย่
วิกฤตการเข้าถึงสินเชื่อ SME ส่วนใหญ่ 58.1% ต้องการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่มีเพียง 30.3% เท่านั้นที่ได้รับอนุมัติเต็มจำนวน
หนี้นอกระบบพุ่ง ผลสำรวจพบว่ากลุ่มธุรกิจรายย่อย เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ยากมาก จนต้องหันไปพึ่งพาเงินกู้จากนายทุนนอกระบบสูงถึง 46.7% ซึ่งแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติอย่างมาก
ทั้งนี้ในด้านขีดความสามารถเฉพาะทาง พบว่าผู้ประกอบการมีความมั่นใจเพียงด้านเดียวคือ คุณภาพของสินค้าและบริการ (52.7) ขณะที่ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการสร้างแบรนด์ ยังคงสอบตกด้วยคะแนนต่ำกว่า 50 นอกจากนี้ยังมีความกังวลอย่างมากต่อการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีนที่เข้ามาตีตลาดไทย
นายธนวรรธน์ กล่าว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลชุดใหม่ควรดำเนินการสามารถแบ่งออกเป็นด้านสำคัญต่างๆ ดังนี้
1.การช่วยเหลือและสนับสนุน SME (เน้นสภาพคล่องและการเข้าถึงเงินทุน) เพราะเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อาทิ มาตรการเข้าถึงสินเชื่อ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การแก้ปัญหาหนี้ เร่งแก้ไขปัญหาหนี้เสีย (NPL) และช่วยผู้ประกอบการที่กำลังจะกลายเป็นหนี้เสียให้สามารถรักษาภาพคล่องไว้ได้ รวมถึงมาตรการภาษี ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อช่วยลดภาระต้นทุน
2. การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อเป็นการพยุงเศรษฐกิจและเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการ ภาคส่วนต่างๆ มีข้อเสนอแนะดังนี้
3.การลดต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ เนื่องจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการยังคงกังวลกับปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนที่สูง อาทิ ต้นทุนพลังงาน การดูแลราคาน้ำมันและค่าพลังงานเพื่อลดภาระต้นทุนการผลิตและการขนส่ง การดูแลราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ปาล์ม ยางพารา เพื่อเพิ่มรายได้และกำลังซื้อให้กับเกษตรกรในต่างจังหวัด
4. การส่งเสริมการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักที่ยังขยายตัวได้ดี รัฐบาลควรต่อยอดความแข็งแกร่งนี้
5.การปกป้องและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน