thansettakij
ดัชนีแข่งขัน SMEs ไทยยังเปราะบาง ไตรมาส 4/68 ดีขึ้น แต่กำไรหด-หนี้นอกระบบสูง

ดัชนีแข่งขัน SMEs ไทยยังเปราะบาง ไตรมาส 4/68 ดีขึ้น แต่กำไรหด-หนี้นอกระบบสูง

12 ก.พ. 2569 | 09:10 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.พ. 2569 | 09:13 น.

หอการค้าไทยเผยดัชนีแข่งขัน SMEs อยู่ที่ 47.4 รายได้เพิ่มแต่กำไรหด สินเชื่อเข้าถึงยาก หนี้นอกระบบสูง ชงรัฐเร่งอุ้มสภาพคล่อง ดันคนละครึ่ง Plus ลดต้นทุน–สกัดสินค้าจีนราคาถูก

KEY

POINTS

  • ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงเปราะบาง
  • แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เผชิญกับปัญหากำไรสุทธิลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
  • SMEs โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ทำให้ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบในสัดส่วนที่สูงถึง 46.7%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 655 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความสามารถในการแข่งขันในภาพรวมปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 47.4 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ช่วยกระตุ้นการจับจ่าย รวมถึงบรรยากาศการท่องเที่ยวที่คึกคักในช่วงปลายปี และสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่เริ่มสงบลง

ทั้งนี้ ดัชนียังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ซึ่งสะท้อนว่าความเชื่อมั่นและสถานการณ์ธุรกิจยังไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีประเด็นสำคัญที่น่ากังวล  

รายได้เพิ่มแต่กำไรลด แม้ผู้ประกอบการ 36% จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ดัชนีด้านกำไรสุทธิต่ำที่สุดเพียง 43.5 

ความเหลื่อมล้ำตามขนาดธุรกิจ ธุรกิจขนาดกลาง เริ่มปรับตัวได้และมีดัชนีเกิน 50 ในบางรายการ แต่ธุรกิจขนาดเล็ก และรายย่อย ยังย่ำแย่ 

วิกฤตการเข้าถึงสินเชื่อ SME ส่วนใหญ่ 58.1% ต้องการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่มีเพียง 30.3% เท่านั้นที่ได้รับอนุมัติเต็มจำนวน 

หนี้นอกระบบพุ่ง ผลสำรวจพบว่ากลุ่มธุรกิจรายย่อย เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ยากมาก จนต้องหันไปพึ่งพาเงินกู้จากนายทุนนอกระบบสูงถึง 46.7% ซึ่งแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติอย่างมาก

ทั้งนี้ในด้านขีดความสามารถเฉพาะทาง พบว่าผู้ประกอบการมีความมั่นใจเพียงด้านเดียวคือ คุณภาพของสินค้าและบริการ (52.7) ขณะที่ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการสร้างแบรนด์ ยังคงสอบตกด้วยคะแนนต่ำกว่า 50 นอกจากนี้ยังมีความกังวลอย่างมากต่อการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีนที่เข้ามาตีตลาดไทย

นายธนวรรธน์ กล่าว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลชุดใหม่ควรดำเนินการสามารถแบ่งออกเป็นด้านสำคัญต่างๆ ดังนี้

1.การช่วยเหลือและสนับสนุน SME (เน้นสภาพคล่องและการเข้าถึงเงินทุน) เพราะเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อาทิ มาตรการเข้าถึงสินเชื่อ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การแก้ปัญหาหนี้ เร่งแก้ไขปัญหาหนี้เสีย (NPL) และช่วยผู้ประกอบการที่กำลังจะกลายเป็นหนี้เสียให้สามารถรักษาภาพคล่องไว้ได้ รวมถึงมาตรการภาษี ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อช่วยลดภาระต้นทุน

2. การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อเป็นการพยุงเศรษฐกิจและเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการ ภาคส่วนต่างๆ มีข้อเสนอแนะดังนี้ 

  • มาตรการ "คนละครึ่ง Plus" เป็นมาตรการที่มีความจำเป็นในการช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อ เช่น ไตรมาส 2 เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย
  • การเพิ่มกำลังซื้อ ออกมาตรการที่ช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชนเพื่อให้เกิดการบริโภคมากขึ้น

3.การลดต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ เนื่องจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการยังคงกังวลกับปัญหาค่าครองชีพและต้นทุนที่สูง อาทิ ต้นทุนพลังงาน การดูแลราคาน้ำมันและค่าพลังงานเพื่อลดภาระต้นทุนการผลิตและการขนส่ง การดูแลราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ปาล์ม ยางพารา เพื่อเพิ่มรายได้และกำลังซื้อให้กับเกษตรกรในต่างจังหวัด

4. การส่งเสริมการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักที่ยังขยายตัวได้ดี รัฐบาลควรต่อยอดความแข็งแกร่งนี้

  • มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซียที่เริ่มกลับมา
  • พัฒนาระบบขนส่งมวลชน เร่งส่งเสริมระบบขนส่งทั้งในเมืองหลักและเมืองรองเพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อกันในอนาคต

5.การปกป้องและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

  • ป้องกันสินค้าลดราคาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าสินค้าสินค้าราคาถูกจากจีนที่เข้ามาตีตลาดไทย
  • พัฒนาทักษะแรงงานและนวัตกรรม สนับสนุนการใช้นวัตกรรมและการตลาดออนไลน์ให้กับ SME เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว