
วิกฤตชิปลามทั่วโลก ราคาพุ่ง-ของขาด กดดันสินค้าไอทีขึ้นยกแผง
ซินเน็คเผยวิกฤตชิปลามทั่วโลก ราคาพุ่ง-ของขาด กดดันสินค้าไอทีขึ้นยกแผง หลังเอไอแย่งใช้เหตุตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว
KEY
POINTS
- ภาวะขาดแคลนชิปทั่วโลกมีสาเหตุหลักจากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งดึงอุปทานชิปไปใช้จนเกิดภาวะขาดตลาด
- วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้ผู้ผลิตชิปปรับขึ้นราคาทันทีเมื่อมีการอัปเกรดรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความต้องการของตลาดที่สูงขึ้น และกดดันให้ราคาสินค้าไอทีปลายทางต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม
- สถานการณ์ขาดแคลนครั้งนี้รุนแรงกว่าในอดีต ทำให้หาซื้อชิปในตลาดได้ยาก ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรายใหญ่ และอาจทำให้ผู้บริโภคต้องใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นานขึ้นเพื่อรับมือกับราคาสินค้าใหม่ที่แพงขึ้น
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการบมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้เกิดภาวะชิปที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขาดแคลนอย่างหนัก เนื่องจากถูกนำไปใช้ในกลุ่มสินค้าปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) มากขึ้น
จากเดิมชิปจะใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัดส่วนสูงมากทั้งโทรศัพท์มือถือ แทปเล็ต คอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในในเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ขยายไปถึงเครื่องดูดฝุ่น กล้อง เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด เมื่อความต้องการสูงขึ้น ทำให้เกิดของขาดตลาด
“ยอมรับว่าตอนนี้ชิปหายไปจากตลาดจริง ขาดตลาดมาก เพราะเอไอเอาไปหมด รู้ว่าตลาดเอไอโตเร็วมากทุกคนใช้เอไอเป็นเครื่องมือ และตัวช่วยในการประมวลผลต่างๆ ดูดพลังไปหมด และดาต้า เซ็นเตอร์ ก็ต้องใช้เอไอ เพราะฉะนั้นกลุ่มธุรกิจเอไอ เมื่อมีกำไรดีก็ยอมที่จะซื้อชิปแพง บริษัทเองก็สู้ไม่ไหวสถานการณ์ตอนนี้คงต้องยอมให้ตลาดเอไอแย่งชิปไปก่อน”
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจลามไปถึงผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออย่างแอปเปิ้ล ที่จำเป็นต้องใช้ชิปมาเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกัน แม้บางรายที่ยังคงซื้อของได้ราคาปกติแต่ปริมาณที่ต้องการอาจยังไม่ได้ตามที่ต้องการ เพราะชิปในตลาดเริ่มขาดแคลนซึ่งปกติแล้วชิปจะมีการการอัพเกรดตลอดเวลาแต่จะไม่มีการปรับขึ้นราคา แต่ตอนนี้กลับพบว่าผู้ผลิตชิปเมื่ออัปเกรดแล้วจะขึ้นราคาทันที คาดว่าเป็นผลมาจากความต้องการในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามวิกฤติลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ ส่วนใหญ่จะรับมือและแก้วิกฤตกันได้ แต่ครั้งนี้การหาซื้อชิปในตลาดอื่นก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีของยอมรับว่าครั้งนี้มันหายไปจากตลาดจริงๆ ขณะนี้ยังต้องใช้ของสต็อกเดิมที่ยังมีอยู่ บริหารจัดการขึ้นให้ยาวขึ้นกว่าปกติ
ในฐานะที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมมานาน ประเมินว่าอุตสาหกรรมปี 69 นี้จะเป็นปีที่ไม่ใช่ความท้ายทายแต่เป็นปีที่เหนื่อยมาก หลายอุตสาหกรรมที่ต้องประสบกับวิกฤตในบางโอกาส ประเทศไทยอาจต้องมีการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศมากขึ้น เช่นเดียวกับชิปหากรัฐบาลมีการส่งเสริมการลงทุน เร่งให้ชิปกลุ่มนี้ลงทุนได้มากๆ อุตสาหกรรมในประเทศที่ต้องพึงพาชิปก็ไม่จำเป็นต้องนำเข้า
“ต้องทำให้ยาวขึ้นเท่านั้นเองเพราะว่าของกำลังจะแพงขึ้น หรือไม่ก็จำเป็นต้องลงทุนก็รีบลงทุนเลย เห็นของทุกอย่างแพงไปหมด โซล่าร์ก็แพง เม็ดพลาสติกก็แพงแถมยังขาดตลาดนี่ไม่ใช่ความท้าทายแต่มันคือความยากและเหนื่อยมาก ถามว่ามันเป็นผลจากสงครามตะวันออกกลางไหมก็ใช่แต่อีกส่วนคือโลกมันเปลี่ยนไปมาก จะปรับตัวไม่ทันรายใหญ่นั้นก็ไม่ง่าย รายเล็กยิ่งไม่ต้องพูดถึงตายแน่นอนเจอเหตุการณ์แบบนี้”
นายสุพันธุ์ กล่าวอีกว่า ผลพวงที่จะเกิดขึ้นเมื่อชิปแพงสินค้าเช่นโน็ตบุคก็จะแพงขึ้น แต่ประชาชนรายได้เท่าเดิมมันจะเกิดการซื้อของที่ไม่ใช่รุ่นใหม่ในราคาที่สูง พฤติกรรมการใช้งานพวกโทรศัพท์มือถือก็จะยาวขึ้น
ขณะที่อุตสาหรกรมยานยนต์ซึ่งก็ใช้ชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญเช่นกันจากการหารือกับกลุ่มยานยนต์ พบว่ากลุ่มนี้ยังไม่ได้รับผกระทบเนื่องจากยานยนต์ยังคงเป็นกลุ่มที่มีมาร์จิ้นสูง ยังคงมีกำลังพอที่จะซื้อชิปในราคาที่แพงได้







