
KEY
POINTS
การประกาศ ดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2568 ซึ่งประเทศไทยประเทศไทยได้คะแนนเพียง 33 จาก 100 คะแนนเต็ม ลกลงมาอันดับที่ 116 ของโลก และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยหล่นมาอยู่อันดับ 7 ของอาเซียนจากที่เคยอยู่ในอันดับที่ 5 ตามหลังสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสปป.ลาว
คำถามสำคัญคือ ภายใต้รัฐธรรมนูญปราบโกง และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีเป้าหมายขจัดการคอร์รัปชัน แต่เหตุใดดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) จึงตกต่ำลงอย่างรุนแรง
นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้ทัศนะเชิงลึกผ่านรายการฐานทอล์ค ช่องเนชั่นทีวี 22 ระบุว่า แนวโน้มความตกต่ำนี้เป็นสิ่งที่เห็นมาสักพักหนึ่งแล้ว และในความเป็นจริงไทยไม่ได้เพิ่งแพ้ลาว แต่เราพ่ายแพ้ให้กับเวียดนามไปเรียบร้อยแล้วเมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน และการดัชนี CPI ประจำปี 2568 สะท้อนว่าสถานการณ์คอร์รัปชันของไทยเมื่อเทียบกับทั้งโลกถือว่าวิกฤตหนักกว่าเดิม
เมื่อดูองค์ประกอบที่นำมาใช้คำนวณพบว่า คะแนนส่วนใหญ่ที่ลดลงอยู่ในกลุ่มดัชนีที่เกี่ยวข้องกับมุมมองของนักลงทุนและผู้ประกอบการในภาคเอกชน โดยเฉพาะในมิติของการแข่งขัน (IMD World Competitiveness Yearbook) ที่ลดลง 10 คะแนนจากปีก่อนหน้า
นักวิจัยอาวุโส TDRI วิเคราะห์ว่า คะแนนที่แย่ลงของไทยเป็นแนวโน้มที่เห็นได้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แม้ไทยจะใช้งบประมาณมหาศาลตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมีองค์กรอิสระด้านการต่อต้านคอร์รัปชันอยู่หลายแห่ง แต่ผลลัพธ์กลับไม่ดีขึ้น นอกจากนี้ องค์กรอิสระเหล่านี้ยังเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง โดยเฉพาะหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอย่าง สตง. และ ปปช. ที่ถูกวิจารณ์ว่าถูกแทรกแซงและมีข่าวเกี่ยวกับการรับส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงรวมถึงระดับรัฐมนตรี
ในระดับสากล ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ "สีแดง" บนแผนที่โลก ซึ่งหมายถึงประเทศที่มีการถดถอยของคะแนนความโปร่งใสอย่างรุนแรง (ลดลงมากกว่า 5 คะแนนในช่วง 10 ปี) สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือไทยมีฐานคะแนนที่ต่ำอยู่แล้วแต่ยังคงถดถอยอย่างรุนแรง โดยมีทิศทางเดียวกับประเทศเมียนมาที่มีสถานการณ์ภายในไม่สงบ ซึ่งสะท้อนว่าพื้นฐานของไทยย่ำแย่และกำลังถอยหลังอย่างมาก
ในมุมมองของนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ คะแนนความเชื่อมั่นต่อไทยลดลงถึง 10 คะแนนในปีที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่าคอร์รัปชันในไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ คะแนนในส่วนการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่ทุจริตยังติดลบไปถึง 4 คะแนน สะท้อนให้เห็นถึง "วัฒนธรรมการลอยนวล" ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แทบไม่มีข่าวการจับกุมข้าราชการหรือนักการเมืองระดับสูงอย่างเป็นรูปธรรม ในทางกลับกัน เจ้าหน้าที่ที่ออกมาเปิดโปงกลับถูกฟ้องร้องหาว่าทำลายชื่อเสียง ซึ่งต่างจากเวียดนามที่มีข่าวการปราบปรามทุจริตครั้งใหญ่บ่อยครั้ง ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนมากกว่าไทย
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการทุจริตที่เชื่อมโยงกับ "ทุนเทา" ซึ่งเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การเลือกตั้งผ่านการซื้อเสียงที่รุนแรงกว่าทุกครั้ง ทุนเทาเหล่านี้ยังแทรกซึมเข้าไปในธุรกิจขนาดใหญ่และการซื้อขายหุ้นในตลาดทุน ซึ่งจะทำลายธรรมาภิบาลของตลาดทุนไทย และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
สำหรับแนวทางการแก้ไข นายธิปไตรเสนอว่ารัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังในการปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐมนตรีที่ทุจริต แต่หัวใจสำคัญคือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการ "แก้รัฐธรรมนูญ" เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและการตรวจสอบองค์กรอิสระ โดยต้องทำให้การถอดถอนคณะกรรมการองค์กรอิสระ สส. และ สว. ทำได้ง่ายขึ้นและยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอสำคัญคือ
1.การปฏิรูปกฎระเบียบครั้งใหญ่ เพื่อลดขั้นตอนและช่องทางการเรียกรับสินบน
2.การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เพื่อป้องกันการถูก "ฟ้องปิดปาก" และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ออกมาเปิดโปงความผิดปกติในสังคม
3.การเพิ่มอำนาจประชาชน ไม่ใช่แค่การให้อำนาจองค์กรอิสระ แต่ต้องให้ประชาชนมีสิทธิ์ถอดถอนและตรวจสอบทั้งองค์กรอิสระและกลไกต่าง ๆ ของรัฐได้โดยตรง
นายธิปไตรทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาไทยมักแก้ปัญหาเพียงเล็กน้อยซึ่งไม่เห็นผลชัดเจน แต่ปัจจุบันคอร์รัปชันได้ยกระดับไปสู่ระดับนโยบายและการเมืองที่กำหนดทิศทางประเทศ ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มข้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการกอบกู้สถานการณ์คอร์รัปชันของไทยให้ดีขึ้น