

KEY
POINTS
ฐานเศรษฐกิจ เจาะลึกนโยบายและงบประมาณรายโครงการที่บรรดาพรรคการเมืองหวังใช้ซื้อใจฐานเสียง ท่ามกลางวิกฤตความศรัทธาและความหวาดกลัวต่อภัยมืดที่กัดกินสังคมไทย
ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงที่ร้อนระอุสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ข้อมูลจากเนชั่นโพลระบุชัดเจนว่า สิ่งที่คนไทยต้องการให้รัฐบาลใหม่แก้ไขเร่งด่วนใน 100 วันแรก นอกเหนือจากเรื่องปากท้องแล้ว คือ
สงครามดิจิทัลสยบสแกมเมอร์และภัยคอร์รัปชัน ภายใต้การนำของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการนำการใช้งบประมาณ เพื่อกวาดล้างมาเฟียโซเชียลและคนโกงให้สิ้นซาก
นโยบายปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก: วางงบประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี โดยมีเป้าหมายที่ดุดันคือ "จับผู้ค้ามายึดทรัพย์ให้หมดภายใน 6 เดือน" และ "กำจัดแหล่งผลิตให้สิ้นซากภายใน 1 ปี" พร้อมมาตรการ X-ray ทุกพื้นที่เพื่อแยกผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัด
นโยบายปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก: ใช้งบประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี มุ่งเน้นการยึดและอายัดทรัพย์ผู้กระทำผิดเพื่อนำมาเยียวยาผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด
นโยบาย AIGovernment: ทุ่มงบ 100 ล้านบาท สร้างรัฐดิจิทัลที่ "อัจฉริยะ โปร่งใส ฉับไว" ใช้ AI ตรวจสอบการทำงานของข้าราชการเพื่อลดช่องว่างการทุจริต
การขจัดภัยทุจริตคอร์รัปชันทั้งระบบ: พรรคระบุว่านโยบายนี้ ไม่ใช้งบประมาณ แต่จะใช้การบริหารทิศทางและกฎหมายที่เข้มงวดเป็นตัวขับเคลื่อน
เสาหลัก "พิฆาตคนชั่ว" ด้วยกฎหมายเหล็ก พรรครวมไทยสร้างชาติมาพร้อมกับมาตรการ "รื้อ ลด ปลด สร้าง" โดยเน้นไปที่การปรับปรุงกฎหมายเพื่อลงโทษสถานหนัก ซึ่งหลายโครงการ ไม่ใช้งบประมาณ แต่เน้นประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม
ปราบทุจริต โกงชาติ ต้องหมดไป: เสนอการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มโทษสูงสุดถึง ประหารชีวิต สำหรับผู้กระทำผิดคอร์รัปชันและประพฤติมิชอบในภาครัฐ
ตัดวงจรพ่อค้ายาเสพติด: นโยบายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการ "ขังเรือนจำกลางทะเลทราย" หรือพื้นที่ปิดตายบนแท่นขุดเจาะน้ำมันเก่า เพื่อตัดขาดอิทธิพลและการติดต่อสื่อสารของนักค้ายา
กฎหมายปราบสแกมเมอร์: ออกกฎหมายเร่งด่วนเพื่อเพิ่มโทษผู้กระทำผิดผ่านเทคโนโลยีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ถึงที่สุด
"ส่องรัฐ" ด้วยพลังประชาชนและกองทุนเยเยียวยา ประชาธิปัตย์เน้นการสร้างระบบตรวจสอบที่ประชาชนมีส่วนร่วม และการสร้างหลักประกันความปลอดภัยทางการเงิน
นโยบายงบประมาณโปร่งใส ตรวจสอบได้: ใช้งบประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี (รวม 80 ล้านบาทใน 4 ปี) เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม "ส่องรัฐ" (Thailand Government Watch) เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแบบ Open Data และใช้ AI ตรวจจับความผิดปกติของราคากลางและการฮั้วประมูล
ตัดวงจร สแกมเมอร์ 360 องศา: ใช้งบประมาณรวม 580 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบระบบตรวจจับแจ้งเตือนด้วย AI Fraud Radar 20 ล้านบาท และ งบสำรองเงินเยียวยาเบื้องต้น 500 ล้านบาท สำหรับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง
ปราบปรามยาเสพติด ล้างวงจรยาเสพติด: ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท เน้นการขยายศูนย์บำบัดและฟื้นฟูให้เพียงพอและเข้าถึงได้ง่ายทั่วประเทศ
นวัตกรรม Blockchain ป้องกันโกงเชิงโครงสร้าง เป็นพรรคที่เสนอการใช้เม็ดเงินสูงที่สุดในด้านเทคโนโลยีตรวจสอบภาครัฐเพื่อความโปร่งใส
ป้องกันการทุจริตด้วย Blockchain + AI Analyst: ใช้งบประมาณสูงถึง 6,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่บันทึกทุกขั้นตอนการประมูลแบบแก้ไขข้อมูลไม่ได้
พร้อมใช้ AI วิเคราะห์ความเสี่ยงของการฮั้วประมูลและการล็อกสเป็กจากฐานข้อมูลกลาง
ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจล้างโกง พรรคประชาชนมองว่าการทุจริตผูกติดกับโครงสร้างอำนาจที่ล้าสมัย จึงเน้นไปที่การปฏิรูปหน่วยงานที่ใช้งบประมาณสูง
ปฏิรูปกองทัพ: ใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ลดจำนวนนายพล และสร้างระบบจัดซื้อจัดจ้างอาวุธที่โปร่งใสผ่านนโยบาย Offset Policy เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ทลายทุนเทาด้วยระบบดิจิทัล พรรคกล้าธรรมเน้นการกวาดล้างอิทธิพลมืดที่แทรกซึมในระบบเศรษฐกิจ
ปราบทุนเทา ทลาย Corruption: มุ่งเน้นการใช้ระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ และเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน
บทสรุปของสมรภูมินี้ ประประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่า ยุทธศาสตร์และงบประมาณมหาศาลเหล่านี้จะสามารถซื้อ "ความปลอดภัย" และ "ความสุจริต" กลับคืนสู่สังคมไทยได้จริงหรือไม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้