

KEY
POINTS
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจและทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า สถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างมาก
โดยปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 116 ของโลกในด้านคอร์รัปชัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลกที่มองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน
ทั้งนี้ ปัจจุบันชาวโลกมองไทยเป็น "คนป่วยอาเซียน" ที่ความโปร่งใสถอยหลัง ในปัจจุบัน นานาชาติเริ่มมองว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงและเป็นหนึ่งใน "คนป่วยของอาเซียน" เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดในภูมิภาคและมีปัญหาคอร์รัปชันสูง
หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่า เวียดนามและมาเลเซียสามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้ดีกว่าไทย โดยมาเลเซียมีคะแนนความโปร่งใสสูงถึง 50 คะแนน ขณะที่เวียดนามซึ่งเคยตามหลังไทย ปัจจุบันมีคะแนนสูงกว่าไทยเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ที่ระบาดหนักยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนกังวลเรื่องความปลอดภัยในประเทศ
ขณะเดียวกัน ดัชนีความทนทานคอร์รัปชัน (CSI) ลดฮวบ จากการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (Corruption Situation Index) หรือดัชนีความทนทานต่อคอร์รัปชัน พบว่าคะแนนลดลงจากระดับ 2 มาอยู่ที่ประมาณ 1.1 จากคะแนนเต็ม 10
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตนี้ยังมีสัญญาณบวกจากการที่ประชาชนเริ่ม "ไม่ทน" ต่อการทุจริต โดยมีการแสดงออกผ่านการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้นหากมีความตั้งใจจริงในการแก้ไข
ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลทำเร่งด่วน 4 แนวทางเพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ เช่น กลุ่ม Data Center ที่กำลังสนใจไทย) รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องดำเนินการดังนี้
1.บังคับใช้กฎหมายอย่างทันท่วงที ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่การขาดแคลนกฎหมาย แต่คือ "วิธีบังคับใช้กฎหมาย" รัฐบาลต้องสั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานเร่งรัดกระบวนการตัดสินคดีทุจริต ไม่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ และต้องมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
2.นำระบบ ITA มาใช้เต็มรูปแบบ เลียนแบบโมเดลความสำเร็จจากเกาหลีใต้ โดยใช้ดัชนี ITA (Integrity and Transparency Assessment) ประเมินหน่วยงานรัฐ หากหน่วยงานใดคะแนนต่ำ หัวหน้าหน่วยงานต้องถูกลงโทษหรือนำมาอบรมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
3.สร้างบรรทัดฐานทางสังคม สนับสนุนให้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเมื่อมีข้อครหาทุจริต เช่นเดียวกับมาตรฐานในประเทศอังกฤษหรือเกาหลีใต้ เพื่อสร้างระบบคุณธรรมในวงราชการและการเมือง
4.ประกาศวาระแห่งชาติขจัดคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาวว่าประเทศไทยเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" (Safe Zone) สำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการกว่า 20% ต่างคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากระดับ 1-2% ในปัจจุบัน