thansettakij
หอการค้าชง 4 ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ ปราบคอร์รัปชันด่วน กู้ภาพลักษณ์ประเทศ

หอการค้าชง 4 ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ ปราบคอร์รัปชันด่วน กู้ภาพลักษณ์ประเทศ

11 ก.พ. 2569 | 07:16 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.พ. 2569 | 07:38 น.

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดทำ 4 ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ ปราบคอร์รัปชัน เร่งบังคับใช้กฎหมายจริง ใช้ ITA เต็มรูปแบบ สร้างบรรทัดฐานลาออกเมื่อมีข้อครหา และประกาศวาระแห่งชาติปราบโกง ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติกลับไทย

KEY

POINTS

  • ม.หอการค้าไทย เสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและรวดเร็วเพื่อจัดการคดีทุจริต
  • นำระบบประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) มาใช้กับหน่วยงานรัฐอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีบทลงโทษที่ชัดเจน
  • สร้างบรรทัดฐานทางสังคมให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเมื่อมีข้อกล่าวหา
  • ประกาศให้การขจัดคอร์รัปชันและแก๊งสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกู้ภาพลักษณ์ประเทศ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจและทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า สถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างมาก

โดยปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 116 ของโลกในด้านคอร์รัปชัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลกที่มองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน

ทั้งนี้ ปัจจุบันชาวโลกมองไทยเป็น "คนป่วยอาเซียน" ที่ความโปร่งใสถอยหลัง ในปัจจุบัน นานาชาติเริ่มมองว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงและเป็นหนึ่งใน "คนป่วยของอาเซียน" เนื่องจากมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดในภูมิภาคและมีปัญหาคอร์รัปชันสูง

หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่า เวียดนามและมาเลเซียสามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้ดีกว่าไทย โดยมาเลเซียมีคะแนนความโปร่งใสสูงถึง 50 คะแนน ขณะที่เวียดนามซึ่งเคยตามหลังไทย ปัจจุบันมีคะแนนสูงกว่าไทยเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ที่ระบาดหนักยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนกังวลเรื่องความปลอดภัยในประเทศ

ขณะเดียวกัน ดัชนีความทนทานคอร์รัปชัน (CSI) ลดฮวบ จากการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (Corruption Situation Index) หรือดัชนีความทนทานต่อคอร์รัปชัน พบว่าคะแนนลดลงจากระดับ 2 มาอยู่ที่ประมาณ 1.1 จากคะแนนเต็ม 10

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตนี้ยังมีสัญญาณบวกจากการที่ประชาชนเริ่ม "ไม่ทน" ต่อการทุจริต โดยมีการแสดงออกผ่านการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้นหากมีความตั้งใจจริงในการแก้ไข

ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลทำเร่งด่วน 4 แนวทางเพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ เช่น กลุ่ม Data Center ที่กำลังสนใจไทย) รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องดำเนินการดังนี้

1.บังคับใช้กฎหมายอย่างทันท่วงที ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่การขาดแคลนกฎหมาย แต่คือ "วิธีบังคับใช้กฎหมาย" รัฐบาลต้องสั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานเร่งรัดกระบวนการตัดสินคดีทุจริต ไม่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ และต้องมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

2.นำระบบ ITA มาใช้เต็มรูปแบบ เลียนแบบโมเดลความสำเร็จจากเกาหลีใต้ โดยใช้ดัชนี ITA (Integrity and Transparency Assessment) ประเมินหน่วยงานรัฐ หากหน่วยงานใดคะแนนต่ำ หัวหน้าหน่วยงานต้องถูกลงโทษหรือนำมาอบรมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

3.สร้างบรรทัดฐานทางสังคม สนับสนุนให้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเมื่อมีข้อครหาทุจริต เช่นเดียวกับมาตรฐานในประเทศอังกฤษหรือเกาหลีใต้ เพื่อสร้างระบบคุณธรรมในวงราชการและการเมือง

4.ประกาศวาระแห่งชาติขจัดคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาวว่าประเทศไทยเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" (Safe Zone) สำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการกว่า 20% ต่างคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากระดับ 1-2% ในปัจจุบัน