thansettakij
ส่องยุทธศาสตร์ 'Thailand 10 Plus' ภูมิใจไทยเร่งปั๊ม GDP 3%

ส่องยุทธศาสตร์ 'Thailand 10 Plus' ภูมิใจไทยเร่งปั๊ม GDP 3%

11 ก.พ. 2569 | 00:57 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.พ. 2569 | 01:09 น.

ส่องยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus” ภูมิใจไทยปั๊ม GDP 3% 100วันทำทันที เร่งเครื่องฟื้นเศรษฐกิจประเทศ กลางพายุใหญ่

KEY

POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยเสนอนโยบาย "Thailand 10 Plus" โดยมีเป้าหมายผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศให้แตะระดับ 3%
  • ชูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพเร่งด่วน เช่น โครงการ "คนละครึ่งพลัส", รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อนชำระต่ำ, และลดค่าไฟฟ้าให้เหลือไม่ถึง 3 บาทต่อหน่วย
  • มุ่งเน้นการปฏิรูประบบสวัสดิการฐานราก, การศึกษา, การเกษตร และ SMEs ผ่านนโยบายต่างๆ เช่น การปรับปรุงบัตรคนจน, เรียนฟรีมีงานทำ, และการค้าต่างตอบแทน (Barter Trade) กับต่างประเทศ

 

ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงแต่เป็นการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศไทย แต่ยังเป็นความคาดหวังของประชาชน ภาคธุรกิจ นักลงทุน และตลาด การเงิน ว่าจะสามารถผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศให้ขยายตัวแตะระดับ 3% ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง ได้ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่

โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบาย “Thailand 10 Plus” จะสามารถดำเนินการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามที่หาเสียงไว้เพียงใด ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศนโยบายไว้ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการยกระดับรายได้ภาคเกษตร การเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม การเร่งฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตลอดจนมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

อัดฉีดสภาพคล่องและลดรายจ่าย (100 วันแรก)

 พรรคภูมิใจไทยวางลำดับความสำคัญของมาตรการที่ทำได้ทันทีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของตลาดทุนและทิศทางของค่าเงินบาทว่าจะสามารถขานรับนโยบายเหล่านี้ได้ดีเพียงใด โดยจะนำโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มาดำเนินการต่อเนื่อง เมื่อเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบช่วยลดภาระค่าครองชีพ สร้างรายได้และสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน จะก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งเป็นวงกว้าง สร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และค่าไฟต่ำ 3 บาท

นอกจากการกระตุ้นการใช้จ่ายแล้ว ปัญหาเรื่องต้นทุนพลังงาน จะได้รับการแก้ไขผ่านโครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้เงื่อนไขการผ่อนชำระเพียงเดือนละ 300 บาท เป็นระยะเวลา 60 งวด ไม่ใช่เพียงแค่การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มผู้รับจ้างขนส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์การสร้าง Supply Chain ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ

ควบคู่ไปกับการลดรายจ่ายให้กับ 29 ล้านครัวเรือน จาการติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม ส่งตรงถึงบ้านเรือนโดยไม่ผ่านกลไกภาษีและค่าดำเนินการที่ซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ (Direct PPA) จะทำให้ประชาชนสามารถจ่ายค่าไฟได้ต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท สำหรับ 200 หน่วยแรก ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และจะเป็นการดึงเงินกลับคืนสู่กระเป๋าประชาชนเพื่อไปใช้จ่ายในด้านอื่นต่อไป

“รื้อและสร้าง” ระบบประกันฐานราก

นอกจากนี้ สำหรับผู้มีรายได้น้อย จะมีการล้างไพ่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: เตรียมคัดกรองผู้มีรายได้น้อยใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ “คนจนจริง” ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้น ป้องกันการสวมสิทธิ์และลดงบประมาณที่รั่วไหล

 ตลอดจนการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ผ่านกองทุนภัยพิบัติและระบบประกันภัยครัวเรือน โดยใช้เทคโนโลยี AI และดาวเทียมระดับโลกมาเป็นตัวพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยที่มีความละเอียดระดับตำบล หากเกิดเหตุการณ์สุดวิสัยขึ้น รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันภัยให้กับทุกครัวเรือน เมื่อเกิดเหตุการณ์สุดวิสัยขึ้น รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันภัยให้กับทุกครัวเรือน เมื่อระบบ AI ตรวจสอบความเสียหายได้ชัดเจน เม็ดเงินเยียวยาจำนวน 1 แสนบาทต่อครัวเรือนจะถูกโอนเข้าบัญชีทันทีเพื่อการฟื้นตัวที่รวดเร็ว

รวมถึงโครงการ “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” จะจ้างงานผู้จบการศึกษาด้านพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิคการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้างขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุกเคาะประตูบ้านทุกหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้สูงอายุและสตรีตั้งครรภ์ และนโยบาย“1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด” เป็นการบูรณาการระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งศูนย์บำบัดครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ ช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้สะดวก ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

มาตรการผู้สูงอายุ  รับมือสังคมสูงวัย

 อีกทั้ง นโยบายสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ที่จะดำเนินงานใน 4 มาตรการ ได้แก่ การให้นายจ้างที่จ้างผู้สูงอายุลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท, ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 50%, การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยนำที่ดินรัฐมาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุน พร้อมให้การส่งเสริมการลงทุน (BOI) และความช่วยเหลือทางด้านภาษี เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดูแล

พร้อมด้วยนโยบายการศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีมีงานทำ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และมีเด็กกว่า 1 ล้านคนถูกผลักออกจากระบบการศึกษา โดยจะดำเนินงานใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การศึกษาเท่าเทียม พลัส 1 เป็นการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา

การศึกษาเท่าเทียม พลัส 2 คือ Skill Bridge เน้นทักษะ เน้นงาน มีรายได้ โดยดึงดูดบริษัทเอกชนเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร แล้วนำหลักสูตรบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ ทำให้แรงงานสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถให้ตรงกับความต้องการทางการตลาด ลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มโอกาสการเข้าทำงาน

ติดปีก SMEs และบาร์เตอร์เทรด

 ขณะที่ภาคธุรกิจ SME จะได้รับการสนับสนุนผ่าน “เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส” โดยเน้นการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและการลดค่า GP ในแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มแต้มต่อให้ “คนตัวเล็ก และมีนโยบายเกษตรมั่นคง โดยจะผลักดันการนำ“บาร์เตอร์เทรด (Barter Trade)” หรือการค้าต่างตอบแทนมาใช้ โดยเฉพาะการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ เช่น ฝูงบินรบ หรือเรือรบ ที่จะต้องพ่วงเงื่อนไขให้ประเทศคู่ค้าซื้อสินค้าเกษตรไทย (ข้าว, ยาง, มันสำปะหลัง) ในสัดส่วน 10-20% ของมูลค่าสัญญา เพื่อระบายสต็อกและพยุงราคาสินค้าเกษตรในประเทศ

สร้างกำแพงปกป้องประเทศ

สำหรับด้านความมั่นคงมีนโยบาย “สร้างกำแพง” เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่เพียงเฉพาะภัยทางทหารเท่านั้น แต่รวมถึงภัยคุกคามทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งการลักลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ สินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามากดราคาพืชผล แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโน และทุนสีเทา เพื่อปกป้องอธิปไตย เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ท้ายที่สุด ความมั่นคงของชาติจะถูกเสริมสร้างผ่านนโยบายการสร้างกำแพงปกป้องประเทศที่ครอบคลุมทั้งภัยคุกคามทางกายภาพและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น เครือข่ายสแกมเมอร์และทุนสีเทา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ พร้อมกับการทูตเชิงรุกที่จะพาประเทศไทยกลับไปยืนอย่างสง่างามในเวทีโลกในฐานะประเทศที่ยึดมั่นในกติกาประชาธิปไตยและเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียวที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ทั้งหมดนี้คือพิมพ์เขียวทางเศรษฐกิจที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยงบประมาณและกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อนำพาประเทศไทยให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้