thansettakij
ภูมิใจไทย ทำทันที100 วัน คนละครึ่ง 2-ลดค่าไฟ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เอกชนจี้ทำงบปี70

ภูมิใจไทย ทำทันที100 วัน คนละครึ่ง 2-ลดค่าไฟ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เอกชนจี้ทำงบปี70

11 ก.พ. 2569 | 00:41 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.พ. 2569 | 01:09 น.

ภูมิใจไทย เดินหน้ายุทธศาสตร์เร่งด่วนใน 100 วัน “ทำทันที” พร้อมดันโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียน กระจายรายได้สู่ชุมชน หั่นค่าครองชีพ ลดค่าไฟเหลือ 3 บาท

KEY

POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยเตรียมขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ "ทำทันที" ภายใน 100 วัน โดยชูนโยบายหลัก "คนละครึ่งพลัส" เฟสใหม่ ที่พร้อมดำเนินการทันทีหลังจัดตั้งรัฐบาล
  • เดินหน้ามาตรการลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 หน่วยแรก โดยใช้กลไกจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อลดภาระค่าครองชีพ
  • ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งรัดการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ

 

 

ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยที่ก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลปี 2569 นำมาซึ่งความเชื่อมั่นที่พร้อมจะขับเคลื่อนภายใน 100 วัน ตามที่ได้หาเสียงไว้ “ทำทันที” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่เป็นนโยบายหลัก เรียกคะแนะนเสียงได้อย่างท่วมท่วมท้น ควบคู่กับและมาตรการลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 3 บาทสำหรับ 200 หน่วยแรก เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

 

คนละครึ่งพร้อมขับเคลื่อน

 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วเสร็จ กระทรวงการคลังมีความพร้อมในการขับเคลื่อนโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟสใหม่ทันที เนื่องจากได้มีการเตรียมการไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว พร้อมทั้งมีการปรับกระบวนการดำเนินงานเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของโครงการในเฟสนี้ ไม่ได้มุ่งเพียงการกระตุ้นกำลังซื้อเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะของประชาชนและร้านค้ารายย่อยควบคู่กันไป ซึ่งจากผลความสำเร็จของโครงการในระยะที่ผ่านมาพบว่า ผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมสามารถเพิ่มรายได้จากระดับประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน เป็นมากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่ช่วยเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง

สำหรับหลักเกณฑ์ในส่วนของร้านค้านั้น โครงการจะเปิดให้เฉพาะร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศเข้าร่วมเท่านั้น โดยจะไม่เปิดให้ร้านค้ารายใหญ่หรือร้านเชนเข้าร่วม เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ชุมชนและต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง ซึ่งจากสถิติการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสที่ผ่านมา พบว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 80,000 ล้านบาท และสามารถกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้สูงถึง 85% ขณะที่หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพียง 15% เท่านั้น

10ยุทธศาสตร์ภูมิใจไทย

ส่วนของประชาชนผู้ใช้สิทธิ์จะยังคงใช้ระบบลงทะเบียนเดิมเป็นหลัก แต่มีการปรับขั้นตอนให้สะดวกและง่ายขึ้นโดยอาศัยฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มประชาชนที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์มาก่อนสามารถเข้าร่วมโครงการได้ก่อน ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ที่เคยอยู่ในระบบและเคยได้รับสิทธิ์ก่อนหน้านี้ก็ยังสามารถเข้าร่วมและใช้สิทธิ์ได้เช่นเดิม โดยขณะนี้การเตรียมการมีความพร้อมถึง 99% และพร้อมกดปุ่มเริ่มโครงการทันทีที่รัฐบาลเริ่มบริหารประเทศ

 สำหรับงบประมาณในการดำเนินการนั้น หากจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วคาดว่าจะใช้งบกลางของปี 2569 แต่หากล่าช้าอาจจำเป็นต้องขยับไปใช้งบกลางของปี 2570 แทน ซึ่งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต้องรอดูระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งและนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งตามกฎหมาย กกต.ต้องรับรองผลภายใน 45-60 วัน หากใช้กรอบสูงสุด 60 วัน จะต้องประกาศผลไม่เกินวันที่ 9 เมษายน 2569 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนเปิดประชุมสภาและจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่าอาจประกาศผล ได้เร็วกว่ากรอบดังกล่าว

หากสามารถจัดตั้ง ครม. และถวายสัตย์ปฏิญาณ รวมถึงแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้ภายในต้นเดือนเมษายน 2569 จะทำให้งบประมาณรายจ่ายปี 2570 มีผลบังคับใช้ได้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 ล่าช้าไม่ถึง 1 เดือนจากกรอบปกติที่เริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี แต่หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อไปถึงเดือนพฤษภาคม 2569 อาจทำให้งบประมาณปี 2570 มีผลบังคับใช้ล่าช้าออกไปประมาณ 2 เดือน คือเริ่มใช้ได้ในเดือนธันวาคม 2569

นอกจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายแล้ว นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงแผนการปฏิรูปตลาดทุนว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้วางรากฐานการทำงานเกี่ยวกับตลาดทุนจนเกือบเสร็จสมบูรณ์ถึง 99% หลังจากนี้จะเดินหน้ามาตรการที่เหลืออีก 1% ให้เสร็จสิ้นทันที คือการสร้าง “บัญชีเพื่อการลงทุนระดับบุคคล” หรือ TISA เพื่อเป็นช่องทางการลงทุนในหุ้นที่ปลอดภัยโดยตรง ช่วยให้ประชาชนมีอิสระทางการเงินและลดความเสี่ยงจากการขาดทุนในกองทุนรูปแบบเดิม เช่น LTF หรือ SSF โดยมาตรการนี้จะอนุญาตให้ลดหย่อนภาษีสำหรับเงินปันผลใน 200,000 บาทแรก เพื่อจูงใจให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินออมเข้าสู่ตลาดทุนและช่วยลดภาระทางภาษีให้กับนักลงทุนรายย่อยไปพร้อมกัน

แจ้งเกิดโรงไฟฟ้าชุมชนลดค่าไฟ

 ขณะที่มาตรการลดค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชนนั้น แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า มาตรการดังล่าวนี้ ถือเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ ที่พรรคภูมิใจไทย เร่งผลักดันให้เกิด โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้ารวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ ในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Ground Mounted) ขนาดสัญญาไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ

ปัจจุบันคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักการร่างระเบียบการจัดหาไฟฟ้า ที่คาดว่าจะเสนอให้กพช.พิจารณาได้หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ เพื่อนำไปสู่การลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับผลประโยชน์ที่จะตกกับชุมชนนั้น ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดการ โดยจะให้ส่วนลดแก่ครัวเรือนที่อยู่ในตำบลที่ตั้งโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (ประเภท 1) ในชุมชนนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน และจะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าสำหรับหน่วยที่ 0-200 แรกของเดือน หากใช้เกินกว่านั้นจะคิดอัตราค่าไฟฟ้าปกติ ซึ่งส่วนลดจะเริ่มให้ในเดือนถัดจากที่โรงไฟฟ้าเริ่มจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) และจะมีการประเมินส่วนลดใหม่ทุกเดือนตามปริมาณการผลิตจริง

ทั้งนี้ สูตรการคำนวณส่วนลด จะพิจารณาจากส่วนต่างระหว่า ง“ค่าไฟฟ้าขายส่งเฉลี่ย” หักด้วย “อัตรารับซื้อ FiT (2.1679 บาท)” และค่าบริการเสริมความมั่นคง แล้วจึงนำกำไรส่วนนั้นมาเฉลี่ยเป็นส่วนลดให้กับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริงของประชาชนในพื้นที่ โดยคาดว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าในกลุ่มดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3 บาทต่อหน่วยได้ จากค่าไฟฟ้าฐานไม่รวมค่าเอฟทีอยู่ที่ราว 3.70 บาทต่อหน่วย นอกจากมาตรการดังกล่าวแล้ว ทางกระทรวง ทวง กรม และรัฐวิสาหกิจต่างๆ ยังมีการเตรียมความพร้อมที่จะเสนอโครงการเร่วด่วนให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการ

พลังงานงานเร่งคลอดพีดีพีใหม่

 นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานเร่งด่วนในปี 2569เตรียมผลักดัน 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย

1.การดูแลความมั่นด้านพลังงาน ผ่านการเดินหน้าเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยจะผลักดันให้เกิดการประกาศผลผู้ได้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (รอบที่ 25) ซึ่งอยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยจะเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 26 ซึ่งคาดว่าจะเปิดการสำรวจและผลิตได้จริงในช่วงปลายปี 2569อีกทั้ง ยังเตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่ พิจารณาต่ออายุสัมปทานพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ซึ่งใกล้จะหมดอายุสัมปทานในปี พ.ศ. 2572

2. เร่งจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป สอดรับกับเป้าหมายการลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ที่เร็วขึ้น ในปี พ.ศ. 2593

3. เร่งอนุมัติจัดสรรงบประมาณกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หลังจากมีผู้ยื่นข้อเสนอกว่า 1,000 โครงการ เป็นงบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากงบที่จัดสรรไว้ 9,000 ล้านบาท

ส่วนกระทรวงงพาณิชย์ ที่จะมีมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยการจัดงานและกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษหลายพันครั้งต่อปี การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยใช้มาตรการชะลอการขายในประเทศ สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร และผลักดันการส่งออก สนับสนุนให้ธุรกิจขนาดกลาง-และขนาดเล็กเข้าถึงตลาดใหม่ ใช้เทคโนโลยี พัฒนาผลิตภัณฑ์ และใช้ตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพ รวมถึงเร่งเจรจาภาษีและการค้ากับสหรัฐฯ ให้บรรลุข้อตกลงเร็วที่สุด เป็นต้น

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมนำเสนอต่อรัฐาลใหม่ จะมุ่งเน้นการปฏิรูปอุตสาหกรรม เพื่อรับมือสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เช่น ยานยนต์อนาคต เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมสีเขียว การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี Industry 5.0 และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่ยั่งยืน (Sustainable Growth) เพื่อตอบโจทย์กติกาโลกและมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมทั้ง ปกป้องผู้ประกอบการไทยและ SMEs จากการทุ่มตลาดของสินค้าต่างชาติ และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและมาตรการทางภาษี

ทอท.เร่งพัฒนา 2 สนามบิน

ด้านนางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ทอท.เตรียมเสนอ 2 โครงการเร่งด่วนให้ครม.ชุดใหม่พิจารณา ได้แก่

1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งเดิมในอดีตขออนุมัติ ครม. ไว้ที่ 36,000 ล้านบาท เพื่อให้เป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารใกล้เมืองอย่างแท้จริง เป็นจุดต่อการเดินทางทางอากาศกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งจะนำเสนอ ครม. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงเนื้องานและวงเงินลงทุนใหม่ เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ขยายการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเป็น 40- 50 ล้านคนต่อปี และเพิ่มศักยภาพเป็นฮับการบิเนทั้งภายในประเทศเต็มรูปแบบ และฮับสายการบินต้นทุนต่ำระหว่างประเทศ

2. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 200,000 ล้านบาท เพิ่มการรองรับผู้โดยสาร เพิ่มจาก 60 ล้านคน เป็น 120 ล้านคน โดยจะนำเสนอแผนแม่บท (Master Plan) การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงการขออนุมัติการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ 4 แสนตรม. แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ พร้อมหลุมจอดประชิดอาคาร และการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4 เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 94 เที่ยวบินต่อชม.เป็น 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

จี้ปลดล็อกสินเชื่อ-เร่งงบปี70

ด้านนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ มองว่า เรื่องเร่งด่วนต้องการให้พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 หากกระบวนการนี้ทำได้รวดเร็ว จะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาพลิกฟื้นได้ อีกทั้ง เร่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาผ่อนปรนหลักเกณฑ์และกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนได้มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอุตสาหกรรมที่มีการเชื่อมโยงสูง หากภาคส่วนนี้กระเตื้องขึ้นจะส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

WHA ชู3ด้านเร่งด่วน

นางสาวจารีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group กล่าวว่า นโยบายที่อยากเห็นการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย

1.การปลดล็อกหนี้ ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะ SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุนเนื่องจากธนาคารกังวลเรื่อง NPL รัฐบาลต้องหาทางคลายล็อกระบบการเงินทั้งหมด

2.การดึงดูดการลงทุน (FDI) : ปีที่ผ่านมา FDI เติบโตกว่า 60% (มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท) โจทย์ใหญ่คือจะต่อยอดอย่างไรให้คนไทยและนักธุรกิจไทยได้ประโยชน์จากการเข้ามาของทุนต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม

3.บริหารจัดการค่าเงินบาท มองว่าระดับ 31-32 บาทต่อดอลลาร์นั้น “แข็งค่าผิดปกติ” และส่งผลกระทบต่อการส่งออกและท่องเที่ยว โดยเห็นว่าระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 35 บาท และ 4.กวาดล้างคอร์รัปชันและทุนสีเทา เร่งจัดการปัญหาสแกมเมอร์และธุรกิจผิดกฎหมาย

อสังหาฯชง ขยายมาตรการรัฐ –เช่า60ปี 

ด้านผลกระทบกำลังซื้อชะลอตัว 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์นำโดย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทยและสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรได้เสนอขยายมาตรการ LTV (Loan to Value) กู้ได้100% ซึ่งล่าสุดเสนอต่อ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเบื้องต้นอยู่ระหว่างพิจารณาโดยมีแนวโน้มว่าจะเห็นชอบกับข้อเสนอเอกชน รวมถึงผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อและลดดอกเบี้ยตามความเป็นจริงให้สอดคล้องกับดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย มองว่าต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณา และขยายทั้งสองมาตรการไปสิ้นสุดเดือนมิถุนายน2570  

  สอดคล้องกับนายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า   3สมาคมอสังหาริมทรัพย์  ได้เข้าพบนายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เพื่อหารือข้อเสนอเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติ (พรบ. ) การจัดสรรที่ดิน และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง

1) การขยายเวลา พรบ.ทรัพย์อิงสิทธิเพื่อหาจุดเหมาะสมระหว่าง ผู้ให้เช่าและผู้เช่าที่ดิน จาก30ปีเป็น60ปี

2) ขนาดที่ดินขั้นต่ำเริ่มต้นของการจัดสรร เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของกลุ่ม First Jobber ผู้เริ่มต้นครอบครัวใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่ขนาดครอบครัวไทยลดลงจาก 3.5 คน เหลือเพียง 2.5 คน

เนื่องจากราคาที่ดินในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลที่พุ่งสูงขึ้นถึง 150-200% ทางสมาคมฯ จึงเสนอให้ปรับลดขนาดที่ดินขั้นต่ำลง ดังนี้

1.บ้านเดี่ยว จาก 50 ตร.ว. เหลือ 35 ตร.ว.

2.บ้านแฝด จาก 35 ตร.ว. เหลือ 28 ตร.ว.

3.ทาวน์เฮาส์จาก 16 ตร.ว. เหลือ 14 ตร.ว.

ทั้งนี้การปรับลดนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนยูนิตต่อไร่ได้ 20-35% ซึ่งจะช่วย "กดราคาบ้านให้ต่ำลง" ทำให้ผู้ซื้อเข้าถึงที่อยู่อาศัยในทำเลที่ต้องการได้จริงเป็นต้น