thansettakij
ครม.ไฟเขียว ‘คาร์บอนเครดิต–สิทธิปล่อยก๊าซ’ สินค้าใหม่ตลาดอนุพันธ์

ครม.ไฟเขียว ‘คาร์บอนเครดิต–สิทธิปล่อยก๊าซ’ สินค้าใหม่ตลาดอนุพันธ์

10 ก.พ. 2569 | 09:59 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.พ. 2569 | 10:36 น.

‘เอกนิติ’ เผยครม. ไฟเขียวเพิ่ม ‘คาร์บอนเครดิต-สิทธิปล่อยก๊าซ’ เป็นสินค้าใหม่ในตลาดอนุพันธ์ ปูทางสู่ ‘ตลาดทุนสีเขียว’ รับเป้าหมาย Net Zero

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้เพิ่ม "คาร์บอนเครดิต" และ "สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก" เป็นสินทรัพย์อ้างอิงประเภทใหม่ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX)
  • การอนุมัตินี้เป็นการยกระดับ "คาร์บอนเครดิต" ให้เป็นสินค้าที่สามารถส่งมอบได้จริง เพื่อรองรับการซื้อขายและสร้างกลไกตลาดที่ใช้งานได้จริง
  • นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม "ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC)" และสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าอ้างอิงใหม่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
  • รัฐบาลเตรียมผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนภาคบังคับ ซึ่งจะทำให้ความต้องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสูงขึ้นในอนาคต

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับร่างประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการเพิ่มประเภทสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ในตลาดตราสารอนุพันธ์ สนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050

สำหรับภายใต้หลักการปรับปรุงครั้งนี้ กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต. เห็นพ้องในการยกระดับสินทรัพย์อ้างอิงในตลาดตราสารอนุพันธ์ (TFEX) ให้รองรับผลิตภัณฑ์สำคัญของอนาคต

1. ยกระดับ “คาร์บอนเครดิต” จากเดิมเป็นตัวแปรอ้างอิง ให้เป็น “สินค้าอ้างอิงที่สามารถส่งมอบได้”เพื่อรองรับการซื้อขายได้ทั้งแบบส่งมอบจริงและชำระราคาเป็นส่วนต่าง (cash settlement) ทำให้ “คาร์บอน” ขยับจากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่กลไกตลาดที่ใช้งานได้จริง 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

2. เพิ่ม “สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance)” และ “ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC)” เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อหนุนการมุ่งสู่ Net Zero และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ 

3. เพิ่ม “สินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล)” เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อให้การกำกับดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องครอบคลุม รองรับการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศตามการเติบโตของตลาด 

4. เพิ่มดัชนีบนตัวแปรอ้างอิง (FX, อัตราดอกเบี้ย, ค่าระวาง) และดัชนีบนสินค้าอ้างอิง เพื่อให้ครอบคลุมดัชนีที่เกี่ยวข้องครบถ้วนและสะท้อนสภาพตลาดได้ดียิ่งขึ้น 

5. ปรับปรุงขอบเขตสินค้าอ้างอิงบางรายการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น (เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หรือปิโตรเคมี) เพื่อสอดคล้องกับโครงสร้างสินค้าในตลาดจริง

จากภาคสมัครใจสู่ภาคบังคับ อนาคต ‘คาร์บอนเครดิต’ เหมือนหุ้นตัวหนึ่ง

นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตในไทยยังมีความต้องการซื้อขายไม่มากนัก และราคายังต่ำกว่าต่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากยังเป็นระบบสมัครใจ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังผลักดัน พ.ร.บ. โลกร้อน (หรือ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)* ซึ่งจะมีกลไกราคาภาคบังคับ 

หากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะทำให้ผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเกินเกณฑ์ต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย ส่งผลให้คาร์บอนเครดิตกลายเป็นเหมือนหุ้นตัวหนึ่ง ที่มีความต้องการสูงขึ้น และสามารถซื้อขายได้ทั้งในตลาดปัจจุบัน (Spot Market) และตลาดล่วงหน้า (Future Market) เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านราคา 

เชื่อมโยง ‘การเงินสีเขียว’ ครบวงจร

สำหรับนโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ในการผลักดันตลาดทุนสีเขียว (Green Capital Market) ซึ่งจะทำงานควบคู่ไปกับ "การเงินสีเขียว" (Green Finance) เช่น สินเชื่อสีเขียวเพื่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และการออกพันธบัตรรัฐบาลสีเขียว (Green Bond) ของกระทรวงการคลัง 

นอกจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้ว การสร้างกลไกตลาดเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนยังมีส่วนช่วยทางอ้อมในการลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อีกด้วย โดยหลังจากนี้ ก.ล.ต. จะเป็นผู้ดำเนินการกำหนดรายละเอียดและหลักเกณฑ์การซื้อขายต่อไป เพื่อให้ตลาดตราสารอนุพันธ์ของไทยเป็นตลาดรองที่รองรับธุรกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นสากลและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาเทรดได้