

ทันทีที่ปิดหีบเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เกมการเมืองไม่ได้จบลงที่การนับคะแนน หากแต่เริ่มต้นบททดสอบครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า เพราะสิ่งที่ตลาดทุน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจับตามองไม่ใช่แค่ “ใคร” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่คือ “ใคร” จะได้กุมบังเหียนกระทรวงการคลัง
ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้สาธารณะระดับสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และความเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางค่าเงินบาท ตลาดหุ้น และความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่ 3 พรรคการเมืองหลักต่างวางหมากทีมเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างชัดเจน พร้อมเป้าหมายการเติบโตตั้งแต่ 3% ไปจนถึง 5% ต่อปี ท่ามกลางเสียงเตือนจากนักวิชาการว่า ขุนคลังคนใหม่ต้องไม่ใช่แค่ “คนเก่ง” แต่ต้องมีทีมที่แข็งแรงพอจะรับมือข้อจำกัดทางการคลังที่รออยู่เบื้องหน้า
จากการรวบรวมข้อมูลของ 3 พรรคการเมืองหลักที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย พบว่า แต่ละพรรคต่างมีการวางแผนและเตรียมทีมบริหารสำหรับ 3 กระทรวงเนื้อหอมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
กระทรวงการคลัง หัวใจและเส้นเลือดใหญ่ของรัฐบาล
ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ การขาดดุลงบประมาณ และความเสี่ยงที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกจะปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของไทย การคัดเลือก "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
สำหรับพรรคประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เคยระบุว่าแม้พรรคจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพไปแล้วหลายคน แต่ในส่วนของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง "ขุนคลัง" พรรคขอปิดชื่อไว้ก่อน ให้เป็นเหมือนตัว "ซีเคร็ท"
จากการวิเคราะห์มีโอกาสเป็นไปได้ที่หากได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนจะต้องทาบทาม "คนนอก" พรรคให้เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยพรรคมีเป้าหมายในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละประมาณ 4%
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีการประกาศชัดเจนที่สุดว่า หากได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 จะให้ "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เหมือนเดิมเพื่อสานต่องานที่ได้ทำไว้
ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้การกระตุ้นโดยโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 การผลักดันการลงทุนที่ค้างท่อหลายแสนล้าน การดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ของประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ. 2569-2572 โดยพรรคมีการวางเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ปีละ 3% พลัส
ในส่วนของพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ได้มีการพูดถึงตัวบุคคลที่วางไว้ว่า จะให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง หากได้เป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล แต่ในส่วนของตัวบุคคลที่มีการวางไว้ให้เป็นคีย์แมนของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ที่ชื่อของจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้รับการโปรโมทขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย
ทำให้มีโอกาสเช่นกันหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จุลพันธ์ จะขยับจากการเป็น รมช.คลังในครั้งก่อนขึ้นมานั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังมีเครือข่ายในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคาร และนักวิชาการ ที่สามารถนั่งในเก้าอี้นี้ได้อีกหลายคน
ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ผ่านนโยบายหลายด้านทั้ง การสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านการทำหวยใบเสร็จ เพื่อขยายฐานรายได้ของภาครัฐด้วยการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าระบบ
การผลักดันโครงการคนไทยหายจน รวมทั้งจะมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย โดยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็นเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น
ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกและไทยเผชิญกับความท้าทายอย่างรอบด้าน ประกอบกับข้อจำกัดทางด้านพื้นที่การคลังที่มีอยู่อย่างจำกัด การคัดสรรผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง" ภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จึงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างยิ่ง
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากกระทรวงการคลังเปรียบเสมือน "หัวใจ" และ "เส้นเลือดใหญ่" ของทั้งรัฐบาล ซึ่งทำหน้าที่ดูแลระบบการคลังและการใช้จ่ายเงินของประเทศ
หากเกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการ จะนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงต่อภาพรวมของประเทศทันที ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่งดังกล่าวจึงไม่สามารถมอบให้แก่ฝ่ายการเมืองที่ขาดประสบการณ์เข้ามาบริหารได้โดยง่าย แต่ต้องการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
จากความท้าทายด้านข้อจำกัดทางการคลังในปัจจุบัน สเปคของรัฐมนตรีคลังที่เหมาะสมควรประกอบด้วยความสามารถใน 4 มิติหลัก ได้แก่
สิ่งที่น่ากังวลคือ ความเข้าใจผิดว่า ความเก่งกาจของคนเพียงคนเดียวจะสามารถคุมกระทรวงการคลังได้ เนื่องจากกระทรวงการคลังมีขนาดใหญ่และเป็นเส้นเลือดของทั้งประเทศ รัฐมนตรีคลังจึงไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดเพียงคนเดียว แต่ต้องมี "ทีมงานที่เป็นมืออาชีพ" ที่เข้มแข็งและมีจำนวนมากพอจากทุกภาคส่วน
ดร.นณริฏ กล่าวว่า "ทีมงานนี้จะต้องทำหน้าที่ขับเคลื่อนในทุกมิติ ทั้งเรื่องฐานภาษี การดึงคนเข้าระบบรายได้ และการปรับกระบวนการงบประมาณ หากพรรคการเมืองใดเสนอเพียงตัวบุคคลที่อ้างว่าเก่ง แต่ไม่มีทีมงานสนับสนุนที่ชัดเจน จะไม่สามารถบริหารจัดการประเทศที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้"
ในมุมมองของนักวิชาการ TDRI พบว่ามีพรรคการเมืองบางส่วนที่ยังขาดความตระหนักถึงปัญหา โดยเฉพาะพรรคที่ไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับขึ้นภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่อันตรายและแสดงถึงการไม่รับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริง การกระทำเช่นนี้อาจก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงทางการคลังและทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
"การเลือกเฟ้นทีมเศรษฐกิจโดยเฉพาะรัฐมนตรีคลังจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลยิ่งกว่ากระทรวงอื่นๆ เพราะทุกกระทรวงต้องพึ่งพางบประมาณและการตัดสินใจจากที่นี่ พรรคการเมืองจึงควรสำรวจตัวเองและเติมเต็มมิติที่ยังขาดหาย เพื่อให้ได้ทีมบริหารที่เก่งจริงและพร้อมกุมบังเหียนอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง" ดร.นณริฏ กล่าวทิ้งท้าย