

โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “การแก้ไขปัญหาหนี้สิน” กลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่พรรคการเมืองใช้ช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคเกษตรที่ยังอยู่ในระดับสูง และเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
การติดตามของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่า พรรคการเมืองต่างนำเสนอมาตรการแก้หนี้อย่างเข้มข้นและหลากหลาย ตั้งแต่การล้างหนี้ พักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ไปจนถึงการแก้กฎหมายและเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเจาะฐานเสียงกลุ่มผู้มีหนี้ ทั้งครัวเรือน เกษตรกร ครู ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการรายย่อย
เพื่อไทย ชูนโยบายล้างหนี้–พักหนี้ ใช้มาตรการกึ่งการคลัง
พรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางลดภาระหนี้ผ่านการบริหารงบประมาณและมาตรการกึ่งการคลัง โดยมีนโยบายล้างหนี้ประชาชนสำหรับหนี้เสีย (NPL) ไม่มีหลักประกันไม่เกิน 200,000 บาท ให้ลูกหนี้ชำระเพียง 10% เพื่อปิดบัญชีหนี้ ใช้แหล่งเงินจากการลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) แทนการใช้งบประมาณโดยตรง
ขณะเดียวกัน ยังมีนโยบายล้างหนี้วัยเกษียณ วงเงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พักชำระหนี้เกษตรกรระยะเวลา 3 ปี วงเงินราว 15,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการ “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด” วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจลูกหนี้ที่มีวินัยทางการเงิน และมาตรการล้างหนี้นอกระบบ วงเงิน 6,000 ล้านบาท
พรรคประชาชน เน้นปลดหนี้เกษตรกรสูงวัย–หนุน SMEs
พรรคประชาชนชูนโยบายปลดหนี้เกษตรกรสูงวัย โดยยกหนี้ทันทีให้เกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่ชำระคืนเกินเงินต้นแล้ว ในส่วนที่เป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
นอกจากนี้ ยังผลักดันนโยบายสินเชื่อสร้างตัวสำหรับ SMEs วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท โดยเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันของบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็น 30% จากเดิม 15% เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น
ภูมิใจไทย เดินหน้าพักหนี้ทั้งต้นและดอก
พรรคภูมิใจไทยต่อยอดนโยบายเดิม ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว” ด้วยโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” พักชำระหนี้ 3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย หรือ “หยุดต้น–ปลอดดอก” ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 1.3 ล้านคน พร้อมเสนอจัดตั้งกองทุนค้ำประกัน SMEs เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็ก
กล้าธรรม เสนอมาตรการบูรณาการ ใช้งบสูง
พรรคกล้าธรรมเสนอแนวทางแก้หนี้แบบบูรณาการรายกลุ่ม โดยใช้งบประมาณในระดับสูง เน้นการแก้หนี้เกษตรกรผ่านโครงการ “ฟื้นชีวิตใหม่” วงเงิน 60,000–90,000 ล้านบาท ด้วยการปรับโครงสร้างงบแก้หนี้เดิม และใช้ธนาคารของรัฐ รวมถึงตั้งสหกรณ์กลางเพื่อแก้ปัญหาหนี้
ยังมีโครงการแก้หนี้ครู (Educational Pillar) วงเงิน 15,000 ล้านบาท และโครงการ Banking for Thais สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 7,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน
ประชาธิปัตย์ ชูเครดิตสกอร์–ซื้อหนี้แทนพักหนี้
พรรคประชาธิปัตย์มุ่งเพิ่มโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ด้วยการนำระบบ Credit Score มาประเมินพฤติกรรมทางการเงิน แทนการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
ในส่วนหนี้เกษตรกร เสนอใช้วิธีซื้อหนี้มาบริหารแทนการพักหนี้ ใช้งบประมาณราว 20,000–80,000 ล้านบาท ผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ควบคู่กับการพักชำระหนี้ 3 ปี สำหรับกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มเปราะบาง
ขณะที่พรรคการเมืองอื่น ๆ ก็มีนโยบายแก้หนี้เช่นกัน อาทิ พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอแนวคิด “เครดิตบูโรจ่ายจบลบประวัติ” แก้กฎหมายให้ลูกหนี้ได้รับการลบประวัติเครดิตทันทีเมื่อปิดหนี้ และปรับวิธีคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตตามยอดคงค้างจริง ส่วนพรรคพลังประชารัฐ เสนอแนวทาง “ประกันสังคมแก้หนี้” วงเงิน 4,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ นโยบายแก้หนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะสามารถช่วยบรรเทาภาระหนี้ของประชาชนได้จริงเพียงใด และมีความยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดความเชื่อมั่นและคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในสนามเลือกตั้งครั้งนี้