thansettakij
ปิดโรงงานมูลค่าเกิน 100 ล้านพุ่ง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-รถยนต์

ปิดโรงงานมูลค่าเกิน 100 ล้านพุ่ง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-รถยนต์

02 ก.พ. 2569 | 06:26 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.พ. 2569 | 06:53 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยข้อมูลปิดโรงงานมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทพุ่ง ระบุเริ่มเห็นกลุ่มการผลิตอิเล็กทรอนิกส์-รถยนต์เพิ่มขึ้น

KEY

POINTS

  • การปิดโรงงานขยายวงสู่ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 100 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์
  • ยอดปิดโรงงานสะสมตั้งแต่ปี 2564 สูงเกือบ 5,000 แห่ง สอดคล้องกับชั่วโมงการทำงานในภาคการผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตไทย เช่น แรงกดดันด้านต้นทุน การแข่งขันจากสินค้านำเข้า และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนปี 2568 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นโรงงานในกลุ่มการผลิต เช่นอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ ปิดตัวเพิ่มขึ้น

โดยเริ่มเห็นการปิดโรงงานในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 100 ล้านบาท จากเดิมการปิดโรงงานส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 2 ล้านบาท 

ทั้งนี้ สอดคล้องกับชั่วโมงการทำงานในอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งต่ำกว่าในอดีตที่มีชั่วโมงการทำงานเกิน 40ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยพบว่าชั่วโมงการทำงานปัจจุบันปรับลดลง 11%

ส่วนการปิดโรงงานปัจจุบันแม้จะอยู่ระดับทรงตัว แต่ยอดการปิดโรงงานสะสมยังอยู่ระดับสูง

โดยนับตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน พบว่าปิดโรงงานไปแล้วทั้งหมดเกือบ 5,000 แห่ง  

อย่างไรก็ดี ตลอดปี 2568 มีโรงงานเปิดใหม่ 1,220 แห่ง ลดลงถึง 42% จากปีก่อน ขณะที่มีโรงงานปิดตัว 786 แห่ง ส่งผลให้จำนวนโรงงานเปิด–ปิดสุทธิเหลือเพียง 434 แห่ง 

ในด้านการลงทุน โรงงานที่เปิดใหม่มีเงินลงทุนจดทะเบียนเฉลี่ย 133 ล้านบาทต่อแห่ง สูงกว่าโรงงานที่ปิดตัวซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 49 ล้านบาท สะท้อนว่าผู้ประกอบการรายใหม่ยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเงินทุน ขณะที่รายขนาดเล็กเผชิญแรงกดดันมากกว่า

 ด้านการจ้างงาน ปี 2568 มีการจ้างงานใหม่ 39,046 คน แต่มีการเลิกจ้างสูงถึง 22,993 คน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เปิดใหม่มากที่สุด ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม สาธารณูปโภค และเหล็ก–โลหะ ขณะที่กลุ่มที่ปิดตัวสูงสุดคือ เหมืองแร่ อาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมอโลหะ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตไทย ทั้งแรงกดดันจากต้นทุน ความผันผวนเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวในปีถัดไป

สำหรับ 3 ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ ได้แก่ 

  • ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ จากค่าครองชีพและหรี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 
  • สงครามการค้าและสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
  • การแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ยังรุนแรงต่อเนื่อง กดดันอัตราการใช้กำลังการผลิตและยอดขาย