KEY
POINTS
นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ปี 2569 ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย
ส่วนแรก คือการส่งชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ให้โรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศ ในส่วนนี้จะโตขึ้นหรือลดลงนั้น ขึ้นอยู่กับยอดประกอบรถยนต์ในประเทศเป็นหลัก โดยในปี 2569 คาดว่าโตขึ้น 2.7% ที่ 1,500,000 คัน จากเดิมปี 2568 อยู่ที่ 1,460,000 คัน
โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ การเข้าสู่สภาวะการผลิตปกติและเต็มกำลังทั้งปี 2569 ของรถกระบะรุ่นโมเดลใหม่ โตโยต้า ไฮลักซ์ ทราโว่ หลังจากที่ปี 2568 มียอดผลิตรถกระบะลดลง เพราะต้องหยุดสายการผลิตบางช่วงเพื่อระบายสต็อกเก่า รวมทั้งต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสำหรับรถรุ่นใหม่
ส่วนที่สอง การส่งออกชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ ยังไม่เห็นท่าทีว่าจะเติบโตมากขึ้น และคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับเดิม ที่มูลค่าประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่รวมมูลค่ายางรถยนต์
สำหรับการเลือกตั้งที่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ความคาดหวังต่อนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ประกอบด้วย
แต่ว่าสิ่งที่ผู้ผลิตไทยประสบปัญหาก็คือ การแข่งขันทางด้านต้นทุน อาจจะเป็นเพราะวัตถุดิบต้นน้ำไทยไม่มี และตลาดประเทศไทยผลิตได้ประมาณ 1.5 ล้านคัน แต่ว่าในจีนสามารถผลิตถึง 25 ล้านคัน เพราะฉะนั้น Economy of Scale ผู้ผลิตในไทยเรียกว่าแข่งกัน แข่งต้นทุนกับจีนไม่ได้เลย จึงคาดหวังให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นการจ้างงาน ยังช่วยกระตุ้นการผลิตของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย
นอกจากนี้ รถยนต์ Hybrid เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตค่อนข้างมากในปี 2567-2568 และในปี 2569 ไทยมีภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ ตัวรถยนต์ที่เป็น Hybrid และ Mild Hybrid 2 กลุ่มนี้ก็น่าสนใจเพราะมีการเติบโตเช่นเดียวกัน