thansettakij
นโยบายหาเสียงยกหนี้เกษตรกร ‘ธ.ก.ส.’ ชี้ทำไม่ได้ทันที ต้องดูกฎหมาย

นโยบายหาเสียงยกหนี้เกษตรกร ‘ธ.ก.ส.’ ชี้ทำไม่ได้ทันที ต้องดูกฎหมาย

29 ม.ค. 2569 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 09:18 น.

ธ.ก.ส.ชี้นโยบายหาเสียงยกหนี้เกษตรกร ทำไม่ได้ทันที ต้องดูกฎหมาย เตรียมตั้ง AMC อุ้มลูกหนี้อายุ 70 ปี หั่นเป้าปล่อยสินเชื่อเหบือ 4.7 หมื่นล้าน

นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวถึงกรณีที่มีพรรคการเมืองเสนอแนวคิดยกหนี้เกษตรกรว่า แนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหา หรือการปลดภาระหนี้ให้กับเกษตรกรที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้จริง ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การดูแลลูกหนี้ในช่วงเปลี่ยนผ่านของ ธ.ก.ส. ซึ่งมีกรอบดำเนินการรองรับอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะใช้เครื่องมือการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละกลุ่มเป็นหลัก โดยต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายและเงื่อนไขด้านหลักประกันเป็นสำคัญ หากลูกหนี้ยังมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะไม่สามารถดำเนินการยกหนี้ได้ทันที และจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนที่กำหนด

สำหรับกรณีที่ทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกันอยู่ในวัยสูงอายุ และมีฐานะทางการเงินไม่พร้อมทั้งสองฝ่าย ธ.ก.ส. จะให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในการพิจารณามาตรการช่วยเหลือ รวมถึงความเป็นไปได้ในการปลดภาระหนี้ เพื่อลดผลกระทบต่อทั้งลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่ลงไปตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่เข้าเกณฑ์อย่างละเอียด

นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส. อยู่ระหว่างแนวคิดจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อดูแลลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ เกษตรกรที่มีอายุมากกว่า 70 ปี และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งอาจเข้าสู่กระบวนการ “ตัดหนี้เป็นศูนย์” ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงตัวเลขยังต้องพิจารณาเป็นรายกรณี และอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ได้ปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อในปีนี้เหลือ 47,000 ล้านบาท จากเดิม 50,000 ล้านบาท สะท้อนภาวะเศรษฐกิจภาคการเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย และสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนไม่สามารถกลับเข้าไปทำการเกษตรในพื้นที่ได้

ขณะที่สถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ ธ.ก.ส. ในปีนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ระดับ 5.3% ปัจจุบันอยู่ที่ระดับกว่า 5% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ในระดับกว่า 6 % โดยยืนยันว่าธนาคารติดตามสถานการณ์หนี้เสียอย่างใกล้ชิด และยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้