

KEY
POINTS
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตรวจพบความผิดปกติในการเบิกถอนเงินสดในช่วง 10 วันที่ผ่านมา มูลค่ารวมกว่า 250 ล้านบาท ว่า กระทรวงการคลังต้องขอขอบคุณผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบดาต้าบูโร (Data Bureau) และแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ “Connect the Dots” ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินที่มีความผิดปกติเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายเอกนิติ ระบุว่า ธปท. ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เข้าร่วมการจัดทำและใช้ประโยชน์จากระบบดาต้าบูโรดังกล่าว เมื่อพบพฤติกรรมทางการเงินที่เข้าข่ายผิดปกติจากการเชื่อมโยงข้อมูล ธปท.จึงดำเนินการส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการปกติ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ธนาคารกลางดำเนินการบ่อยนักก็ตาม
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบดาต้าบูโร ที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงข้อมูลระหว่างกันได้มากขึ้น เมื่อพบพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายความผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้สามารถถูกส่งต่อไปยังพนักงานสอบสวน และรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
“ต้องขอบคุณผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะวันนี้ ธปท.เป็นส่วนหนึ่งของระบบดาต้าบูโรและการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Connect the Dots เมื่อท่านเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติจากข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการหารือกันตั้งแต่เริ่มดำเนินการเรื่องธุรกรรมผิดปกติ โดยลักษณะที่พบคือการเบิกถอนเงินสดในจำนวนที่สูงมาก และที่สำคัญเป็นการเบิกในลักษณะธนบัตรย่อย” นายเอกนิติกล่าว
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในช่วงประมาณ 10 วันที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ให้รายงานข้อมูลการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ ย้อนหลังตั้งแต่ราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ในเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
แม้ตามกฎหมาย ธปท.ยังไม่มีอำนาจโดยตรงในการกำกับดูแลธุรกรรมดังกล่าว แต่ถือเป็นการใช้อำนาจด้านการกำกับดูแลทางอ้อม ซึ่งเป็นอำนาจที่เคยมีและเคยใช้มาแล้วในอดีต ก่อนจะหยุดใช้ไปเป็นเวลานานหลายสิบปี
ทั้งนี้ จากข้อมูลเบื้องต้น พบการเบิกถอนเงินสดจำนวนมากในระดับตั้งแต่หลักสิบล้านบาทไปจนถึงกว่า 200–250 ล้านบาท โดยบางกรณีมีการระบุขอรับเป็นธนบัตรชนิดราคา 500 บาทเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับการทำธุรกรรมตามปกติ
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หากพบว่ามีความผิดปกติหรือเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย จะส่งข้อมูลต่อให้ ปปง.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และหากมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง จะส่งต่อข้อมูลให้ กกต.พิจารณาต่อไป
“การดำเนินมาตรการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเด็นทางการเมืองหรือการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ แต่เป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาการใช้เงินสดในธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และยกระดับความโปร่งใสของระบบการเงินโดยรวม”