thansettakij
ถอดสูตรลงทุน ‘เอกนิติ’ เงิน 73% ทำงานในตลาดทุน ดันทรัพย์สิน 207 ล้าน

ถอดสูตรลงทุน ‘เอกนิติ’ เงิน 73% ทำงานในตลาดทุน ดันทรัพย์สิน 207 ล้าน

27 ม.ค. 2569 | 09:22 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ม.ค. 2569 | 09:46 น.

เปิดรายละเอียดรายได้–รายจ่าย ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ต่อปีสูงกว่า 51 ล้านบาท จากบัญชี ป.ป.ช. สู่บทเรียนการเงินระดับประเทศ ทรัพย์สิน 207.7 ล้านบาท เติบโตจากการลงทุนซ้ำ รายได้หลายทาง และการบริหารหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

KEY

POINTS

  • เอกนิติมีทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนมูลค่า 119.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 73% ของทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด สะท้อนการบริหารพอร์ตที่เน้นให้เงินทำงานผ่านตลาดทุน
  • มีหนี้สินในระดับต่ำเพียง 1.9 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่มีรายได้ต่อปีกว่า 51 ล้านบาทที่กระจายมาจากหลายแหล่ง ทั้งค่าตอบแทนกรรมการ การขายหลักทรัพย์ และเงินปันผล
  • ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเกือบ 48 ล้านบาทใน 1 ปี เป็นผลมาจากการนำรายได้ส่วนใหญ่กลับไปลงทุนซ้ำในหลักทรัพย์และกองทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทรัพย์สินเติบโตแบบทบต้น

27 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

จากข้อมูลบัญชีทรัพย์สิน พบว่า นายเอกนิติ และนางร้อยแก้ว คู่สมรส มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 207,789,386 บาท และมีหนี้สินรวม 1,905,850 บาท โดยทรัพย์สินดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากการยื่นบัญชีครั้งก่อนเกือบ 48 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 ปี หากพิจารณาเชิงโครงสร้าง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนรูปแบบการบริหารความมั่งคั่งที่มีลักษณะชัดเจนในแบบ “นักการเงินมืออาชีพ” ทั้งในด้านการจัดพอร์ต การสร้างรายได้ และการบริหารหนี้สิน

พอร์ตทรัพย์สิน เน้นสินทรัพย์ทางการเงินเป็นหลัก

ข้อมูล ป.ป.ช. ระบุว่า จากทรัพย์สินส่วนตัวของนายเอกนิติประมาณ 163.8 ล้านบาท สัดส่วนสูงถึง 119.6 ล้านบาท อยู่ในรูปของเงินลงทุน ได้แก่ พันธบัตร กองทุนรวม และหลักทรัพย์ คิดเป็นเกือบ 73% ของทรัพย์สินทั้งหมด ขณะที่เงินฝากและเงินสดอยู่ที่ประมาณ 17.9 ล้านบาท สะท้อนการถือสภาพคล่องในระดับจำเป็น ไม่ได้เป็นสัดส่วนหลักของพอร์ต

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนแนวทางการบริหารเงินที่ให้น้ำหนักกับ “เงินต่อเงิน” มากกว่าการพักเงินไว้เฉย ๆ โดยใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพย์สิน

 

รายได้ต่อปี 51 ล้านบาท กระจายจากหลายแหล่ง

อีกประเด็นที่สะท้อนโครงสร้างความมั่งคั่ง คือแหล่งที่มาของรายได้ต่อปี ซึ่งรวมแล้วสูงถึง 51.3 ล้านบาท โดยไม่ได้พึ่งพาเพียงเงินเดือน จากข้อมูลระบุว่า นายเอกนิติ มีรายได้จาก

  • ค่าตอบแทนกรรมการ 16.2 ล้านบาท
  • รายได้จากการขายหลักทรัพย์และกองทุน 18.5 ล้านบาท
  • เงินปันผลและดอกเบี้ย ประมาณ 3 ล้านบาท
  • รายได้จากการบรรยายและสอน ประมาณ 4 แสนบาท

ถอดสูตรลงทุน ‘เอกนิติ’ เงิน 73% ทำงานในตลาดทุน ดันทรัพย์สิน 207 ล้าน

โครงสร้างรายได้ดังกล่าวสะท้อนการผสมผสานระหว่างรายได้จากความเชี่ยวชาญ (Active Income) และรายได้จากการลงทุน (Passive Income) ซึ่งช่วยลดการพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินในระยะยาว

รายจ่ายสูง แต่ลงทุนซ้ำเป็นสัดส่วนหลัก

แม้รายจ่ายต่อปีของนายเอกนิติจะอยู่ที่ 18.1 ล้านบาท แต่ในจำนวนดังกล่าว พบว่าสัดส่วนสูงถึง 11.5 ล้านบาท ถูกใช้ไปกับการซื้อหลักทรัพย์และกองทุน โครงสร้างรายจ่ายในลักษณะนี้สะท้อนแนวทาง “ลงทุนซ้ำ” อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีรายได้เข้ามา จะนำกลับไปขยายฐานทรัพย์สินทันที แทนที่จะเปลี่ยนเป็นรายจ่ายเพื่อการบริโภคทั้งหมด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ทรัพย์สินเติบโตแบบทบต้น

หนี้สินต่ำ ใช้หนี้ต้นทุนต่ำควบคู่การลงทุน

ด้านหนี้สิน นายเอกนิติแจ้งมีหนี้รวม 1.9 ล้านบาท เป็นเงินกู้จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งทำสัญญาไว้ตั้งแต่ปี 2555

หนี้ในลักษณะดังกล่าวเป็นหนี้ระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางการเงินที่ถือครองอยู่ในพอร์ต การคงหนี้ในระดับต่ำเช่นนี้ ช่วยรักษาสภาพคล่อง และเปิดโอกาสให้นำเงินไปสร้างผลตอบแทนในตลาดทุนได้มากกว่า

เมื่อพิจารณาภาพรวม ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเกือบ 47.9 ล้านบาทในรอบปี ไม่ได้สะท้อนเพียงการเพิ่มขึ้นของรายได้ แต่เกิดจากโครงสร้างการจัดพอร์ต การกระจายแหล่งรายได้ และการลงทุนซ้ำอย่างเป็นระบบ

บัญชีทรัพย์สินของนายเอกนิติในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงตัวเลขตามกฎหมาย แต่ยังสะท้อนรูปแบบการบริหารความมั่งคั่งที่ใช้กลไกตลาดทุนเป็นหัวใจหลัก ควบคู่กับวินัยทางการเงินและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นลักษณะของนักการเงินระดับประเทศอย่างชัดเจน