

กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกรุงเทพมหานคร จัดพิธีประกาศความพร้อมอย่างเป็นทางการในการเป็นเจ้าภาพ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 พร้อมเปิดตัวแลนด์มาร์กสัญลักษณ์การประชุม ณ ลานอเนกประสงค์ สวนเบญจกิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกก่อนดีเดย์งานใหญ่ตุลาคมนี้
การเลือกพื้นที่ ลานอเนกประสงค์ สวนเบญจกิติ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นสถานที่ตั้งแลนด์มาร์ก มีนัยสำคัญในการเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองเข้ากับศูนย์ประชุมระดับโลก โดยแลนด์มาร์กนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดต้อนรับแรก (First Touchpoint) ที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยและวิสัยทัศน์ความยั่งยืนต่อหน้าผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูงจากทั่วโลก
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพงานนี้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งล้วนมีบริบทที่ส่งผลต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ครั้งที่ 1: ปี 2534 (ค.ศ. 1991) – ยุค "เสือตัวที่ 5" แห่งเอเชีย
การประชุมครั้งแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ
ครั้งที่ 2 เป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เหมือนเดิม
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถือเป็นภารกิจชี้ชะตาชาติ หลังจากปี 2532 รัฐบาลไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ครั้งที่ 46 ซึ่งถือเป็นงานประชุมด้านการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทว่าในขณะนั้น ประเทศไทยยังไม่มีสถานที่ประชุมที่ใหญ่พอ จะรองรับผู้เข้าร่วมกว่า 10,000 คนได้
รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ จึงมีมติเร่งด่วนให้ก่อสร้างศูนย์การประชุมระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศขึ้น โดยเลือกทำเลทองพื้นที่เดิมของโรงงานยาสูบ บริเวณริมคลองไผ่สิงโต
การก่อสร้างแบบ "Fast Track" 20 เดือนมหัศจรรย์
ความท้าทายที่สุดคือ "เวลา" เพราะไทยมีเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปีในการเนรมิตศูนย์ประชุมขนาดใหญ่บนพื้นที่ 53,000 ตารางเมตร การก่อสร้างจึงเริ่มขึ้นในปี 2533 ด้วยงบประมาณราว 2,500 ล้านบาท ออกแบบโดยบริษัท ดีไซน์ 103 ชูเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านรูปทรงหลังคาคล้ายเรือนไทยประยุกต์ และการใช้โครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่เพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยภายในแบบไร้เสา (Large Span)
เพื่อเป็นสิริมงคลยิ่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า "ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ (60 พรรษา)
ปี 2534: วันประกาศศักดาการเงินไทย
ในเดือนตุลาคม 2534 ศูนย์ฯ สิริกิติ์ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อต้อนรับรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลก ภาพของผู้นำการเงินระดับโลกที่เดินอยู่ในโถงประดับด้วย "ลูกโลก" และงานประติมากรรมไทย ได้กลายเป็นภาพจำที่ส่งให้ไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางการประชุมของภูมิภาคทันที
"ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแค่ตึก แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นประตูบานแรกที่บอกโลกว่า ไทยพร้อมแล้วสำหรับการลงทุนและธุรกิจระดับอินเตอร์" — ข้อสรุปจากนักวิเคราะห์เศรษฐกิจในยุคนั้น
ปัจจุบัน ศูนย์ฯ สิริกิติ์ได้ผ่านการปรับโฉมครั้งใหญ่ (Renovate) จนกลายเป็นศูนย์ประชุมใต้ดินและบนดินที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 5 เท่า (รวมพื้นที่ 300,000 ตารางเมตร) เพื่อกลับมาทำหน้าที่เดิมอีกครั้งในปี 2569 กับการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank เป็นครั้งที่ 2