

KEY
POINTS
รายงานข่าวจากสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดทำความเห็นเกี่ยวกับนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองในภาพรวมที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง และผลต่อการใช้งบประมาณตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570 – 2573 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา
ทั้งนี้พบว่า ภาพรวมนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก รวมทั้งการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า ที่ใช้เครื่องมือทางการคลังเป็นหลัก โดยมีจุดร่วมที่สำคัญ คือ การสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถรับรู้ได้ทันที แต่ในด้านการคลังกลับเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณรายจ่ายประจำและการขยายตัวของหนี้สาธารณะ
นอกจากนี้นโยบายด้านสวัสดิการ เช่น ค่าไฟฟ้าราคาถูก การอุดหนุนค่าโดยสารสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งเป็นรายจ่ายประจำที่ดำเนินการต่อเนื่องทุกปี ที่ก่อให้เกิดภาระรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่กรอบรายจ่ายประจำมีอยู่อย่างจำกัด โดยปัจจุบันรายจ่ายประจำ คิดเป็น 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และนโยบายที่เป็นการเพิ่มรายจ่ายประจำไม่สอดคล้องกับ เป้าหมายและนโยบายการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570 – 2573
สำหรับการจัดทำงบประมาณในด้านรายจ่าย ได้มีการให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายหลักในการไม่เพิ่มรายจ่ายประจำ
ทั้งนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายลงทุนตามมาตรา 20 (1) ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่ระบุว่างบประมาณรายจ่ายลงทุน ไม่น้อยกว่า 20 % ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปี
โดยเฉพาะในหมวดสำคัญเช่น หมวดค่าใช้จ่ายบุคลากร ด้านสวัสดิการประชาชน ด้านภาระค่ารักษาพยาบาล ด้านค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ด้านการดำเนินงานของหน่วยงาน ที่ต้องคุมวินัยงบลงทุนตามมาตรา 20 (1)
รายงานข่าวจากสำนักงบประมาณ ยังระบุอีกว่า นโยบายการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีเพื่อบรรเทาภาระประชาชน ทำให้ฐานรายได้ภาษีแคบลง ซึ่งไม่เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570–2573 ที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้
ส่วนการดำเนินมาตรการภาษีของหน่วยงานจัดเก็บ ควบคู่กับการดำเนินมาตรการเทียบเท่ากับการทยอยยกเลิกปรับขึ้นการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจะปรับเพิ่มจาก 1.5% เป็น 8.5% ในปี 2571 และปรับขึ้นอีกเป็น 10% ในปี 2573
รายงานข่าวจากสำนักงบประมาณ แจ้งว่า การดำเนินนโยบายที่ใช้งบประมาณมหาศาลจะบีบให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายขาดดุลต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีแนวโน้มพุ่งสูงเกินกว่า 70% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดตามกฎหมาย โดยคาดการณ์ว่าในปี 2570 สัดส่วนจะอยู่ที่ 69.36%
นอกจากนี้โยบายที่จะเป็นรายการภาระผูกพันตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ เช่น นโยบายเกี่ยวกับการลดหนี้ พักหนี้ ล้างหนี้ นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกิจและการบริโภค นโยบายที่เป็นการอุดหนุนให้เปล่าแก่ประชาชนโดยตรง นโยบายประกันรายได้และอุดหนุนภาคการผลิต และนโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม
อาจส่งผลกระทบต่อการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ระดับโลกได้แสดงความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวที่สะท้อนผ่านการปรับแนวโน้มมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป