thansettakij
ผ่าปมงบฯ 4 พันล้าน 'โมโตจีพี' ในไทย - คุ้มค่าหรือภาระรัฐ?

ผ่าปมงบฯ 4 พันล้าน 'โมโตจีพี' ในไทย - คุ้มค่าหรือภาระรัฐ?

11 พ.ย. 2568 | 06:56 น.
อัปเดตล่าสุด :11 พ.ย. 2568 | 09:15 น.

รัฐบาลดันต่อสัญญาเจ้าภาพ โมโตจีพี 5 ปี พ.ศ. 2570–2574 เกือบ 4 พันล้านบาท ค่าลิขสิทธิ์พุ่งแตะ 3 พันล้าน ขณะที่สำนักงบฯ ตั้ง 5 เงื่อนไขคุมใช้จ่าย หลังสนามบุรีรัมย์เจอมรสุมคดีที่ดิน ด้านกระทรวงท่องเที่ยวฯ ยันช่วยปั้นภาพลักษณ์ประเทศ ดึงเม็ดเงิน 2.4 หมื่นล้านเข้าระบบเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมต่อสัญญาเจ้าภาพโมโตจีพีอีก 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) ด้วยกรอบงบประมาณเกือบ 4 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเดิมเท่าตัว โดยมีค่าลิขสิทธิ์พุ่งเกิน 3 พันล้านบาท
  • แม้การจัดงาน 7 ปีแรกจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท แต่สำนักงบประมาณยังตั้งข้อสังเกตถึงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมาก และตั้งเงื่อนไขเข้มงวดเพื่อความคุ้มค่า
  • การเป็นเจ้าภาพเผชิญความเสี่ยงครั้งสำคัญ เนื่องจากสนามแข่งขันหลักที่บุรีรัมย์กำลังถูกการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ฟ้องร้องเพื่อเพิกถอนโฉนดที่ดินและเรียกค่าเสียหาย

รัฐบาลไทยเดินหน้าต่อสัญญาเจ้าภาพศึกสองล้อระดับโลก “โมโตจีพี” อีก 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) ด้วยกรอบงบประมาณกว่า 3,997 ล้านบาท ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า “คุ้มค่าหรือไม่” เมื่อค่าลิขสิทธิ์พุ่งทะลุ 3 พันล้านบาท และค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่าช่วงที่ผ่านมาเท่าตัว

แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจในรอบ 7 ปีแรก (2561–2568) จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท และผลักดันให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในสนามโปรดของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก แต่ความท้าทายรอบใหม่กลับไม่ได้อยู่แค่เรื่องงบประมาณ หากยังโยงไปถึง “สนามแข่งขันหลัก” ที่กำลังเผชิญการฟ้องร้องเพิกถอนสิทธิ์ที่ดิน โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย

เส้นทางของการเป็นเจ้าภาพนี้รัฐบาลกำลังต่อสัญญาครั้งใหม่อีก 5 ปี คือ พ.ศ. 2570–2574 เนื่องจากสัญญาเดิมกำลังจะหมดในปี 2569
 

ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบข้อมูลจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) พาย้อนรอยการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี ของประเทศไทย โดยในช่วงปีแรก ๆ  พ.ศ. 2561-2568 นั้นพบข้อมูลการใช้งบประมาณดังนี้
กรอบวงเงินงบประมาณจัดโมโต จีพี 

  • 2561-2563 สมทบเป็นค่าลิขสิทธิ์ 300 ล้านบาท (แบ่งจ่ายปีละ 100 ล้านบาท)
  • 2564-2568 สมทบเป็นค่าลิขสิทธิ์ 900 ล้านบาท

ส่วนประเด็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและรายได้ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน ทั้งจากการขายตั๋ว สปอนเซอร์ การออกบูธกิจกรรม การท่องเที่ยวและรายได้จากภาษี พบข้อมูลดังนี้ 
มูลค่าทางเศรษฐกิจจาก MotoGP ในไทย

พ.ศ.2561

  • มูลค่าทางเศรษฐกิจ 3,053 ล้านบาท
  • ผู้เข้าชมรวม 2.22 แสนราย (ทั้งไทยและต่างชาติ) *ผู้ชมมากที่สุดในรอบปี 2561 ได้รางวัล Best Grand Prix of the year
  • รายได้ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน 1.67 พันล้านบาท

พ.ศ.2562

  • มูลค่าทางเศรษฐกิจ 3,531 ล้านบาท
  • ผู้เข้าชมรวม 2.26 แสนราย (ทั้งไทยและต่างชาติ)
  • รายได้ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน 2.58 พันล้านบาท

พ.ศ.2565

  • มูลค่าทางเศรษฐกิจ 4,048 ล้านบาท
  • ผู้เข้าชมรวม 1.79 แสนราย (ทั้งไทยและต่างชาติ)
  • รายได้ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน 3.94 พันล้านบาท

พ.ศ.2566

  • มูลค่าทางเศรษฐกิจ 4,493 ล้านบาท
  • ผู้เข้าชมรวม 1.78 แสนราย (ทั้งไทยและต่างชาติ)
  • รายได้ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน 4.19 พันล้านบาท

พ.ศ.2567

  • มูลค่าทางเศรษฐกิจ 4,759 ล้านบาท
  • ผู้เข้าชมรวม 2.05 แสนราย (ทั้งไทยและต่างชาติ)
  • รายได้ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน 4.46 พันล้านบาท

พ.ศ.2568

  • มูลค่าทางเศรษฐกิจ 5,043 ล้านบาท
  • ผู้เข้าชมรวม 2.24 แสนราย (ทั้งไทยและต่างชาติ)
  • รายได้ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน 4.73 พันล้านบาท

รวมแล้วปี พ.ศ.2561-2568 โมโตจีพี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 2.4 หมื่นล้านบาท มีผู้เข้าชมรวม 1.23 ล้านคน และมีรายได้จากการแข่งขันรวม 2.15 หมื่นล้านบาท (ปี 2563 และ 2564 ยกเลิกการแข่งขันเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19)

ค่าลิขสิทธิ์โมโตจีพี พ.ศ. 2570–2574

เมื่อสัญญาเดิมกำลังสิ้นสุดลงปี 2569 ประเทศไทยได้เสนอตัวขอต่อสัญญาเป็นเจ้าภาพรายการโมโตจีพี ต่อเนื่องอีก 5 ปี ในช่วง พ.ศ. 2570–2574 

กรอบวงเงินงบประมาณ ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอขอมติครม.สำหรับ 5 ปีข้างหน้านี้ มีจำนวนรวม 3,997,863,895 บาท ซึ่งเป็นการกรอบวงเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขัน

ทว่า สำนักงบประมาณได้ตั้งข้อสังเกตว่า "มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงมาก" เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการแข่งขันครั้งที่ผ่านมา

หนึ่งในตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ "ค่าลิขสิทธิ์" ที่ต้องจ่ายเป็นสกุลเงินยูโร ซึ่งมีการประมาณการค่าลิขสิทธิ์ในช่วงปี พ.ศ. 2570–2574 โดยคาดการณ์ว่าค่าลิขสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

  • พ.ศ. 2570 - 14 ล้านยูโร (556 ล้านบาท)
  • พ.ศ. 2571 - 14.7 ล้านยูโร (573.3 ล้านบาท)
  • พ.ศ. 2572 - 15.4 ล้านยูโร (601.9 ล้านบาท)
  • พ.ศ. 2573 - 16.2 ล้านยูโร (632 ล้านบาท)
  • พ.ศ. 2574 - 17 ล้านบาท (663.6 ล้านบาท)

รวมค่าลิขสิทธิ์ 5 ปี 77.3 ล้านยูโร หรือประมาณ 3,016.9 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร = 39บาท ตามเอกสาร ครม.อ้างอิง)

และนอกจากค่าลิขสิทธิ์แล้วยังพบว่ามีค่าใช้อื่นๆ อาทิ ค่าภาษีนิติบุคคล ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าใช้จ่ายในการจัดตามคู่มือและเกี่ยวข้อง ดังนี้ 

พ.ศ.2570

  • ค่าภาษีรวม 141.3 ล้านบาท
  • ค่าจัดการแข่งขัน 180 ล้านบาท
  • รวม 727.3 ล้านบาท

พ.ศ.2571

  • ค่าภาษีรวม 148.3 ล้านบาท
  • ค่าจัดการแข่งขัน 180 ล้านบาท
  • รวม 761.6 ล้านบาท

พ.ศ.2572

  • ค่าภาษีรวม 155.8 ล้านบาท
  • ค่าจัดการแข่งขัน 180 ล้านบาท
  • รวม 797.7 ล้านบาท

พ.ศ.2573

  • ค่าภาษีรวม 163.5 ล้านบาท
  • ค่าจัดการแข่งขัน 180 ล้านบาท
  • รวม 835.6 ล้านบาท

พ.ศ.2574

  • ค่าภาษีรวม 171.7 ล้านบาท
  • ค่าจัดการแข่งขัน 180 ล้านบาท
  • รวม 875.4 ล้านบาท

รวมแล้วค่าภาษีทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมทั้งหมด 780.8 ล้านบาท และค่าจัดการแข่งขัน 900 ล้านบาท

แม้สำนักงบประมาณจะเห็นชอบ ในหลักการ ให้ประเทศไทยขอต่อสัญญาเป็นเจ้าภาพ แต่ก็ ยังไม่เห็นชอบให้ใช้งบประมาณทันที โดยให้ ครม. เห็นชอบหลักการไปก่อน แล้วให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจัดทำรายละเอียดการบริหารจัดการและงบประมาณรายปีมาเสนอภายหลัง

พร้อมกันนี้สำนักงบประมาณกำหนด 5 เงื่อนไขเข้ม เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่าสูงสุด ดังนี้

  1. จัดทำแผนการใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ: ต้องจัดทำแนวทางปฏิบัติและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้การบริหารเกิดประสิทธิผลและคุ้มค่าสูงสุด
  2. มาตรการประเมินผลตอบแทน (M&E): ต้องมีระบบติดตามและประเมินผล (M&E) ทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ชัดเจน เช่น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่, จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น, มูลค่าการลงทุนของภาคเอกชน และรายได้ของประชาชนในท้องถิ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณางบประมาณในอนาคต
  3. บูรณาการเพื่อลดภาระ: ต้องบริหารจัดการโดยใช้ประโยชน์ร่วมกับภาคเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ ระดมทรัพยากรและลดภาระงบประมาณแผ่นดิน
  4. บริหารสิทธิประโยชน์สูงสุด: การบริหารสิทธิประโยชน์ในฐานะเจ้าภาพต้องมีความโปร่งใส และต้องให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ทั้งด้านภาพลักษณ์ การลงทุน และรายได้จากภาคเอกชน
  5. แผนบริหารความเสี่ยง: ต้องพิจารณาความพร้อมด้านต่าง ๆ และจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงในกรณีที่เงินรายได้จากการบริหารสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนจากภาคเอกชนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

สนามแข่งที่กำลังเผชิญปัญหาการฟ้องร้องเพิกถอนสิทธิ์

ท่ามกลางการวางแผนระยะยาวด้านงบประมาณ สถานที่จัดการแข่งขันหลักคือ สนามบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กลับกำลังเผชิญกับการฟ้องร้อง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) มีการกล่าวหาว่าที่ดินส่วนหนึ่งของสนามแข่ง ซึ่งครอบคลุมโฉนดเลขที่ 8669 และ 8670 เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่เศษ นั้น บริษัท เค.มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ได้ ออกโฉนดทับที่ดินของรัฐโดยมิชอบ

ความขัดแย้งนี้ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว โดยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ยื่นฟ้องแพ่งต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ คดีหมายเลขดำที่ 967/2568 เพื่อเรียกร้องให้ศาลมีคำสั่ง เพิกถอนโฉนด, ขับไล่, เรียกค่าเสียหาย และดำเนินคดีฐานละเมิด และมีการ ฟ้องขับไล่ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

โดยคำขอท้ายคำฟ้องแพ่งของ รฟท. ขอศาลออกหมายเรียกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาและบังคับจำเลยตามคำขอต่อไปนี้

1. ให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง ๖ แปลง โฉนดที่คืนเลขที่ ๘๖๖๙ ,๘๖๗๐ ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๑๖๒ , ๑๙๑๖๓ , ๑๖๑๖๔ , ๓๐๒๒๑ ต.เสม็ค อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการเพิกถอนที่ดินพิพาทต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ โจทย์ขอถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยดำเนินการเพิกถอนแทน โดยถือเป็นค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิ้น

2. ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามข้อ 1 ข้างต้น และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

3. ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3,226,592 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

4. ให้จำเลยชำระค่าใช้ประโยชน์ในอัตราเดือนละ 268,883 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่า

5. ให้จำเลยชำระเงินค่าฤาชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าทนายความในอัตราอย่างสูงให้แก่โจทย์ 

แม้ในอดีตการแข่งขัน MotoGP สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท และดึงดูดผู้ชมกว่า 1.2 ล้านคนทั่วโลก แต่การต่อสัญญาครั้งใหม่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาคดีที่ดินของสนามบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดหลัก กำลังถูกการรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องร้องขอเพิกถอนโฉนดและเรียกค่าเสียหาย

ท่ามกลางคำถามว่า “งบ 4 พันล้านนี้คุ้มค่าหรือไม่” รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า โมโตจีพีไม่ใช่เพียงการจัดแข่งรถ แต่คือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนจริงให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน