KEY
POINTS
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีค่ายรถยนต์ไฟฟ้า “เนต้า” จากจีน ซึ่งเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก (EV 3.0) แต่ไม่สามารถผลิตรถยนต์ชดเชยได้ทันตามเงื่อนไข ขณะเดียวกันบริษัทแม่ในจีนได้ประกาศล้มละลาย ส่งผลให้สถานะของเนต้าในไทยมีความเสี่ยงต่อการผิดเงื่อนไขมาตรการรัฐนั้น
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้เรียกตัวแทนค่ายรถเนต้าเข้าหารือ เพื่อรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมชี้แจงแนวทางปฏิบัติตามมาตรการ EV 3.0–3.5 ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อให้เนต้าและคู่สัญญาพิจารณาทางเลือกในการแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตยังไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องหรือเรียกค่าเสียหายแต่อย่างใด โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนตามกระบวนการทางกฎหมาย เพียงมีการส่งเอกสารแจ้งรายละเอียดมาตรการเพิ่มเติม และเปิดโอกาสให้บริษัทชี้แจงแนวทางดำเนินการต่อไป
หลังจากนี้ บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) และบริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญาในมาตรการ EV 3.0 จะต้องหารือร่วมกันว่าจะเลือกแนวทางใดในการแก้ปัญหาการผลิตรถชดเชยที่ล่าช้า หากมีการยุติการผลิต จะต้องคืนเงินอุดหนุนจากรัฐ รวมถึงชำระภาษีสรรพสามิตรถอีวีที่ได้รับการลดอัตราจาก 8% เหลือ 2% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มกลับคืนกรมสรรพสามิต
แหล่งข่าวย้ำว่า มติคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้ผ่อนปรนเงื่อนไขบางประการ เช่น อนุญาตให้ผู้เข้าร่วม EV 3.0 นำโรงงานคู่สัญญาในมาตรการ EV 3.5 มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตชดเชยได้ อีกทั้งปัจจุบัน เนต้าไทยยังคงเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 (EV 3.5) อยู่
สำหรับข้อมูลภายใต้มาตรการ EV 3.0 พบว่า เนต้านำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายในไทยรวม 16,300 คัน ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐกว่า 2,000 ล้านบาท แต่ยังมียอดค้างการผลิตชดเชยถึง 24,000 คัน ขณะที่สามารถผลิตชดเชยได้เพียง 4,700 คันเท่านั้น โดยสายการผลิตที่ใช้โรงงานบางชันไม่มีการเดินเครื่องเพิ่มเติม เนื่องจากบริษัทแม่ในจีนหยุดส่งชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในไทย
หากไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ครบถ้วน บทลงโทษตามมาตรการ EV กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องคืนเงินอุดหนุน พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย รวมถึงคืนภาษีสรรพสามิตที่ได้รับการลดอัตรา ซึ่งเมื่อรวมภาระทั้งหมดอาจสูงถึง 80–85% ของราคารถยนต์ และหากไม่สามารถชำระได้ จะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง ยึดเงินประกัน 20 ล้านบาท อายัดบัญชี และยึดทรัพย์ขายทอดตลาดต่อไป