โจทย์ใหญ่ 3 กรมภาษี รีดรายได้ปีงบ 69 ตามเป้า 2.92 ล้านล้านบาท

20 ม.ค. 2569 | 07:32 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ม.ค. 2569 | 07:39 น.

โจทย์ใหญ่ 3 กรมภาษี ‘สรรพากร-สรรพสามิต-ศุลกากร’ จัดเก็บรายได้ปีงบ 69 ตามเป้า 2.92 ล้านล้านบาท ท่ามกลางเศรษฐกิจโตจำกัด

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังตั้งเป้าให้ 3 กรมภาษีหลัก (สรรพากร สรรพสามิต และศุลกากร) จัดเก็บรายได้รวมในปีงบประมาณ 2569 ให้ได้ 2.92 ล้านล้านบาท
  • กรมสรรพากรมีเป้าหมายจัดเก็บสูงสุดที่ 2.4471 ล้านล้านบาท โดยมุ่งเน้นการขยายฐานภาษีไปยังกลุ่มผู้ค้าออนไลน์และอาชีพอิสระ
  • กรมสรรพสามิตตั้งเป้า 5.78 แสนล้านบาท และกรมศุลกากรตั้งเป้า 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเผชิญความท้าทายจากค่าเงินบาทแข็งและการนำเข้ารถยนต์ลดลง
  • ผลการจัดเก็บช่วงต้นปีงบประมาณ กรมสรรพากรและสรรพสามิตทำได้สูงกว่าเป้า แต่กรมศุลกากรจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย

ภารกิจการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2569 ของกระทรวงการคลัง ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของ 3 กรมจัดเก็บภาษีหลัก ได้แก่ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ซึ่งต้องทำรายได้รวมให้ได้ตามเป้าหมาย 2.92 ล้านล้านบาท ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

โดยกระทรวงการคลัง รายงานการจัดเก็บรายได้กระทรวงการคลังในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม - พฤศจิกายน 2568) ว่า  รัฐบาลจัดเก็บรายได้รวม (Gross Revenue) จำนวน 492,177 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 12,288 ล้านบาท หรือ 2.6% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.4%

โดยหน่วยงาน ที่จัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าประมาณการ ได้แก่ (1) รัฐวิสาหกิจ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจบางแห่งนำส่งรายได้เหลื่อมมาจากปีก่อน (2) กรมสรรพากร จากภาษีมูลค่าเพิ่มจากการจัดเก็บในประเทศเป็นหลัก และ (3) กรมสรรพสามิตจากภาษีสุราและภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้มีนโยบายปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับ ผู้ประกอบการ ทำให้การคืนภายีของกรมสรรพากรซึ่งเป็นรายการหัก สูงกว่าประมาณการ 41,293 ล้านบาท หรือ 72.1% ส่งผลให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิเป็นจำนวน 385,760 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 28,892 ล้านบาท หรือ 7.0% และต่ำกว่าปีก่อน 1.8%

สรรพากรเร่งขยายฐานภาษี

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.–ธ.ค. 2568) กรมจัดเก็บรายได้ได้ 481,935 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.41% และสูงกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณเล็กน้อย โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพากรตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 2.4471 ล้านล้านบาท พร้อมให้ความสำคัญกับการขยายฐานผู้เสียภาษี โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ กลุ่มค้าขายออนไลน์ ฟรีแลนซ์ และอาชีพอิสระที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย ซึ่งสะท้อนทิศทางการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตจำกัด

“แม้ยอดการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะยังอยู่ในระดับ 11-12 ล้านคน แต่หากมองเข้าไปในตัวเลขข้างใน พบว่า กรมฯได้มีขยายฐานการเก็บภาษีรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยปีละนับแสนคน ซึ่งช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนที่อยู่ในระบบภาษี และช่วยเพิ่มรายได้เข้ากับรัฐบาลอีกด้วย”

สรรพสามิตยังแข็งแรง แต่พฤติกรรมบริโภคเปลี่ยน

ด้านกรมสรรพสามิต จัดเก็บภาษีในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ได้ทั้งสิ้น 139,901 ล้านบาท สูงกว่าเอกสารงบประมาณ 9,861 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลจากการจัดเก็บภาษี 5 สินค้าหลัก ได้แก่

  • ภาษีน้ำมัน ที่จัดเก็บได้กว่า 61,168 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 6.89%
  • ภาษีรถยนต์ 16,977 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 14.54%
  • ภาษีสุรา 16,794 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 18.21%
  • ภาษีเบียร์ 22,926 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1.24%

อย่างไรก็ตาม ภาษีเครื่องดื่มยังต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 3.87%

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า ปีงบประมาณ 2569 กรมตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 578,200 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้า พร้อมขับเคลื่อนบทบาทกรมจากหน่วยงานจัดเก็บรายได้ สู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบ ESG

ศุลกากรเจอแรงกดดันเงินบาทแข็ง

ด้านกรมศุลกากร ช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 จัดเก็บรายได้ได้ 18,122 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 14.1% จากผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า และการนำเข้าสินค้าหลัก โดยเฉพาะรถยนต์ ที่ลดลงจากนโยบายส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า แม้รายได้ช่วงต้นปีจะต่ำกว่าเป้า แต่ภาพรวมทั้งปีงบประมาณ 2569 ซึ่งตั้งเป้าจัดเก็บไว้ราว 1.2 แสนล้านบาท ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างรายได้ที่พึ่งพารถยนต์ในสัดส่วนสูง ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไป