WEF ชี้ทางรอดอธิปไตย AI แนะพึ่งพากันเชิงกลยุทธ์สู้ศึกเศรษฐกิจอัจฉริยะ

20 ม.ค. 2569 | 08:42 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ม.ค. 2569 | 08:51 น.

เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ชี้ "อธิปไตยทาง AI" ยุคใหม่ไม่ใช่การถือครองทั้งหมด แต่คือการพึ่งพากันเชิงกลยุทธ์ คาดลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกพุ่ง 13 ล้านล้านบาทในปี 2573

KEY

POINTS

  • WEF แนะให้เปลี่ยนนิยาม "อธิปไตยทาง AI" จากการพึ่งพาตนเองโดยสมบูรณ์ มาเป็นการ "พึ่งพากันเชิงกลยุทธ์" เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน
  • AI ได้กลายเป็นขีดความสามารถหลักที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยการลงทุนทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นำโดยสหรัฐฯ และจีน
  • ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือให้รัฐบาลมุ่งลงทุนในจุดที่ประเทศมีข้อได้เปรียบ สร้างพันธมิตรที่เชื่อถือได้เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยี และส่งเสริมระบบนิเวศในประเทศ

เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม  (World Economic Forum: WEF) ร่วมกับ Bain & Company เผยแพร่รายงานสมุดปกขาวฉบับเดือนมกราคม 2569 ในหัวข้อ "Rethinking AI Sovereignty: Pathways to Competitiveness through Strategic Investments" ระบุว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นขีดความสามารถหลักที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 21

ตัวเลขการลงทุนพุ่งกระฉูด: โครงสร้างพื้นฐานคือหัวใจสำคัญ รายงานระบุว่าการลงทุนใน AI ทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 มูลค่าการลงทุนรายปีจะเพิ่มขึ้นดังนี้:

  • การประยุกต์ใช้ AI (AI Applications): คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 48.75 พันล้านบาท)
  • โครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure): เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และระบบประมวลผล คาดว่าจะสูงถึง 400 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13 ล้านล้านบาท)

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาและจีนยังคงเป็นผู้นำโดยครองส่วนแบ่งการลงทุนรวมกว่า 65% ในห่วงโซ่คุณค่า AI ขณะที่จำนวนศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล (Hyperscale Data Centers) ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มเป็นเกือบ 2,000 แห่งภายในปี 2573 จากที่มีเพียง 300 แห่งในปี 2559

5 รูปแบบต้นแบบ (Archetypes) สู่ความสำเร็จด้าน AI รายงานได้จำแนกกลุ่มประเทศตามระดับความพร้อมและจุดแข็งออกเป็น 5 รูปแบบ เพื่อให้ผู้นำนโยบายใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์:

WEF ชี้ทางรอดอธิปไตย AI แนะพึ่งพากันเชิงกลยุทธ์สู้ศึกเศรษฐกิจอัจฉริยะ

  1. Global AI Value Chain Leaders: กลุ่มผู้นำที่ลงทุนครบวงจรในทุกองค์ประกอบของห่วงโซ่คุณค่า
  2. Ecosystem Builders: ประเทศเศรษฐกิจขั้นสูงขนาดเล็กที่เน้นสร้างระบบนิเวศในท้องถิ่นและพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สิงคโปร์
  3. Selective Players: เน้นลงทุนเฉพาะจุดที่ตนเองมีศักยภาพ เช่น ด้านข้อมูล หรือโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง
  4. Adoption Accelerators: เน้นการเร่งนำ AI มาประยุกต์ใช้ในวงกว้าง เช่น อินเดีย
  5. Emerging Collaborators: กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาศักยภาพผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศและแหล่งทุนสนับสนุนภายนอก

กรณีศึกษา: สิงคโปร์ และ อินเดีย

  • สิงคโปร์: เป็นตัวอย่างของ "Ecosystem Builder" ที่มีการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่แข็งแกร่งร่วมกับภาคเอกชน และมีการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เน้นบริบทในภูมิภาค (เช่น SEA-LION)
  • อินเดีย: พลิกบทบาทจากผู้ร่วมมือหน้าใหม่สู่ "Adoption Accelerator" ผ่านโครงการใหญ่อย่าง IndiaAI Mission ที่ได้รับงบประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 42.25 พันล้านบาท) เพื่อขยายระบบประมวลผลในประเทศและสนับสนุนสตาร์ทอัพ

WEF ชี้ทางรอดอธิปไตย AI แนะพึ่งพากันเชิงกลยุทธ์สู้ศึกเศรษฐกิจอัจฉริยะ

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้นำนโยบาย รายงานเสนอให้รัฐบาลปรับนิยามของ "อธิปไตยทาง AI" จากเดิมที่เน้นการพึ่งพาตนเองแบบเบ็ดเสร็จ (Self-sufficiency) มาเป็นการ "พึ่งพากันเชิงกลยุทธ์" (Strategic Interdependence) โดยมีข้อพิจารณาสำคัญ 5 ประการ:

  1. กำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจน: ลงทุนในจุดที่ประเทศมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ไม่หว่านงบประมาณไปทั่ว
  2. สร้างพันธมิตร: ร่วมมือกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีที่ต้นทุนสูงเกินกว่าจะทำเอง เช่น ชิปประมวลผลขั้นสูง
  3. สนับสนุนระบบนิเวศท้องถิ่น: ให้แรงจูงใจทางภาษีและเงินทุนวิจัยเพื่อดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก
  4. ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานร่วมกันได้ (Interoperability): เพื่อลดการผูกขาดจากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
  5. พัฒนาทักษะบุคลากร: ผ่านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรม

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจลงทุนในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะระยะยาว