
WEF เผยปี 69 องค์กรข้ามผ่านขั้นทดลองสู่การใช้ AI สร้างผลตอบแทนจริง
เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม เผยรายงานดัชนี MINDS ปี 2569 พบองค์กรชั้นนำทั่วโลกก้าวข้ามการทดลองสู่การใช้ AI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง พร้อมเปิด 5 กลยุทธ์กุญแจความสำเร็จ
KEY
POINTS
- รายงานจาก WEF ชี้ว่าองค์กรส่วนใหญ่ได้ก้าวข้ามขั้นทดลองและเริ่มนำ AI มาใช้ในกระบวนการหลักเพื่อสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง
- บริษัทชั้นนำหลายแห่ง เช่น Lenovo, AMD, และ Hitachi Rail ได้ใช้ AI เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความเร็วในการทำงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
- นอกเหนือจากผลตอบแทนทางธุรกิจ AI ยังถูกนำไปใช้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อความยั่งยืนและสังคม เช่น การลดการปล่อยคาร์บอน และการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
รายงาน "Proof over Promise: Insights on Real-World AI Adoption from 2025 MINDS Organizations" โดย World Economic Forum (WEF) ร่วมกับ Accenture เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2569 ระบุว่าการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภาคธุรกิจได้ก้าวข้ามจุดของการทดลองไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง
โดยองค์กรส่วนใหญ่สามารถขยายผลการใช้งานจากโครงการนำร่องไปสู่กระบวนการทำงานหลักที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
- การผนวก AI เป็นกลยุทธ์หลักขององค์กรเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
- การเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากร (Augmentation) มากกว่าการเข้ามาแทนที่
- การวางรากฐานข้อมูลให้แข็งแกร่งและมีคุณภาพเพื่อรองรับการขยายผลในวงกว้าง
- การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้ทันสมัย มีความปลอดภัย และคล่องตัว
- การยึดหลัก AI ที่รับผิดชอบ มีความโปร่งใส และมีการกำกับดูแลโดยมนุษย์ที่เหมาะสม
กรณีศึกษาความสำเร็จและผลตอบแทนทางธุรกิจ รายงานได้ยกตัวอย่างองค์กรที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจาก AI ได้อย่างมหาศาล ดังนี้:
- ธนาคาร ICBC: พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่สำหรับภาคการเงิน ช่วยจัดการภาระงานที่เทียบเท่ากับแรงงานคนถึง 50,000 ปี
- Lenovo: ใช้ AI Agent บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ช่วยลดเวลาในการตัดสินใจลง 50-60% และตรวจพบความผิดปกติได้ล่วงหน้า 2 สัปดาห์
- AMD และ Synopsys: ใช้ AI ออกแบบชิป ช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงาน 2 เท่า และลดต้นทุนได้ถึง 5 เท่า
- Hitachi Rail: ใช้ AI บริหารจัดการสินทรัพย์ ช่วยลดความล่าช้าในการเดินรถได้ 20% และลดค่าบำรุงรักษาได้ 15%
ผลกระทบต่อความยั่งยืนและสังคม
- Schneider Electric: นำ AI มาใช้จัดการพลังงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 28% และประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 430,000 ดอลลาร์สหรัฐ (13,975,000 บาท) ต่อปีต่อแห่ง
- State Grid Corporation of China: ลดต้นทุนการดำเนินงานโครงข่ายไฟฟ้าได้ 1,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (36,400 ล้านบาท) พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนได้ 510,000 ตันต่อปี
- กระทรวงสาธารณสุข ซาอุดีอาระเบีย: ใช้ AI ประเมินความเสี่ยงโรคเท้าเบาหวาน ช่วยลดค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 80%
- Cambridge Industries: ใช้ AI ตรวจสภาพถนนในแอฟริกา ช่วยลดค่าซ่อมถนนฉุกเฉินได้ 40% และลดอุบัติเหตุในเขตก่อสร้างลง 50%
- Phagos: ใช้ AI พัฒนาการบำบัดด้วยไวรัสกินแบคทีเรีย ลดเวลาวิจัยจาก 2 ปี เหลือ 2 เดือน โดยมีอัตราความสำเร็จในการรักษาสูงถึง 100%

