ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์รูปแบบใหม่ นับเป็นการปรับเกณฑ์จัดเก็บครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยเปลี่ยนจากการจัดเก็บตาม “ขนาดเครื่องยนต์ (cc)” มาเป็นการพิจารณาจาก “ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)” และ “ระยะทางการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า” เป็นหลัก
การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการลดมลพิษ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สะอาด (Green Mobility) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างราคารถยนต์ในหลายกลุ่ม
สำหรับรถยนต์นั่ง รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง โดยถูกจัดเก็บภาษีในอัตราคงที่เพียง 2% ตลอดช่วงเวลา เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า
รถยนต์ไฮบริด (HEV) จะถูกจัดเก็บภาษีแบบขั้นบันไดตามระดับการปล่อย CO₂ โดยเริ่มตั้งแต่ 6% และอาจสูงเกิน 24% สำหรับรุ่นที่ปล่อยก๊าซในระดับสูง
ขณะที่รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หากสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 80 กิโลเมตร จะเสียภาษีเพียง 5% แต่หากระยะทางไฟฟ้าต่ำกว่าเกณฑ์จะถูกเก็บ 10% และในกรณีที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเกิน 3.0 ลิตร อัตราภาษีจะพุ่งสูงสุดถึง 30%
ส่วนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะถูกจัดเก็บภาษีในช่วงประมาณ 13%–34% ตามปริมาณ CO₂ ที่ปล่อยออกมา โดยรุ่นที่มีการปล่อยมลพิษสูงและใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ อาจเผชิญภาษีสูงสุดถึง 50%
รถอีโคคาร์เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งเดิมเสียภาษี 12% จะถูกปรับเพิ่มเป็น 13% ส่งผลให้ราคารถยอดนิยมขยับขึ้นเล็กน้อย เช่น
ในทางกลับกัน รถอีโคคาร์ที่พัฒนาเป็นระบบไฮบริดจะได้ประโยชน์ชัดเจน โดยอัตราภาษีลดจาก 12% เหลือเพียง 6% เช่น
รถไฮบริดที่จำหน่ายก่อนปี 2569 ซึ่งเดิมเสียภาษีในอัตรา 4% หรือ 8% ตามระดับ CO₂ จะถูกปรับเพิ่มเป็น 6% และ 9% ตามลำดับ ส่งผลให้รถกลุ่มซีดานยอดนิยมต้องปรับราคาเพิ่มตามปริมาณการปล่อยมลพิษ เช่น
กลุ่มรถกระบะและรถดัดแปลงโดยรวมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในกรณีเครื่องยนต์สันดาปขนาดเกิน 3,200 ซีซี อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นอีก 10% จาก 40% เป็น 50%
รถ PPV และ SUV ขนาดใหญ่ เช่น Toyota Fortuner, Ford Everest, Isuzu MU-X และ Mitsubishi Pajero Sport จะเผชิญภาษีในช่วง 25%–30% สูงกว่าระดับเดิม ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มขยับขึ้นตามต้นทุนภาษี
รถยนต์สันดาปและรถหรูที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเกิน 3,000 ซีซี จะถูกปรับภาษีจากราว 40% เป็น 50% ทำให้ราคารถในกลุ่มนี้ปรับขึ้นตั้งแต่หลักแสนบาทไปจนถึง 2–3 ล้านบาท
ตัวอย่างเช่น Land Rover Defender ราคาปัจจุบัน 6.299 ล้านบาท คาดว่าอาจขยับเป็นราว 6.999 ล้านบาท ขณะที่ Range Rover รุ่นต่างๆ มีแนวโน้มปรับขึ้นตั้งแต่ครึ่งล้านถึงกว่าล้านบาท
ด้าน Porsche คาดว่าราคารถส่วนใหญ่จะปรับขึ้นราว 6% ตามสเปกเครื่องยนต์ ยกเว้นรุ่น 911 บางรุ่นที่ไม่ได้รับผลกระทบ
ในทางตรงกันข้าม รถซูเปอร์คาร์ระบบปลั๊กอินไฮบริดอย่าง Lamborghini กลับได้อานิสงส์ โดยรุ่น Urus SE ราคาลดจาก 24.95 ล้านบาท เหลือประมาณ 21.5 ล้านบาท และรุ่น Temerario ราคาเริ่มต้น 23.76 ล้านบาท
ทั้งนี้ ราคาที่ยกตัวอย่างเป็นราคาจำหน่ายปี 2025 และยังไม่ได้คำนวณภาษีใหม่อย่างเป็นทางการ เนื่องจากรายละเอียดการคำนวณของแต่ละค่ายรถแตกต่างกัน แต่โครงสร้างภาษีใหม่ชัดเจนแล้วว่า จะเป็นตัวเร่งให้ตลาดรถยนต์ไทยปรับทิศทางไปสู่รถไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้