In Brief
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ.เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 320 ล้านตันต่อปี การจะพึ่งพาเพียงการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนนั้นเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะป่า 1 ไร่ดูดซับได้เพียง 2 ตันต่อปี หากจะดูดซับทั้งหมดต้องใช้พื้นที่ป่าถึง 160 ล้านไร่ หรือครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศ
ดังนั้น เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage :CCS) จึงมีบทบาทสำคัญในการจัดการคาร์บอนฯ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปีพ.ศ. 2593 ตามที่ประกาศไว้
โครงการ CCS ในแหล่งก๊าซอาทิตย์ จึงถือเป็นโครงการต้นแบบ (Sandbox) เพื่อพิสูจน์ให้ทั้งในและต่างประเทศเห็นว่าเทคโนโลยีนี้สามารถทำได้จริงในสภาพธรณีวิทยาของอ่าวไทย โครงการนี้มีเป้าหมายในการกักเก็บคาร์บอนที่ 1 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการจัดหาอุปกรณ์และเตรียมการขุดเจาะ คาดว่าจะสามารถเริ่มอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงใต้ดินได้ในปี 2571
โครงการนี้ใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทางปตท.สผ. ซึ่งถือหุ้นในแหล่งอาทิตย์ราว 80% และพันธมิตรอย่างบริษัท โมเอโกะไทยแลนด์ จำกัด ถือหุ้นราว 4% จะเป็นผู้ร่วมลงทุนหลัก ขณะที่บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์เดิม ตัดสินใจไม่เข้าร่วมลงทุนในโครงการนี้ เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกฎระเบียบและภาระความรับผิดชอบทางกฎหมาย (Liabilities) ในระยะยาว
สำหรับต้นทุนในโครงการอาทิตย์นั้นอยู่ที่ประมาณ 16 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งถือว่าตํ่ากว่าเมื่อเทียบกับตลาดยุโรปที่มีราคาซื้อขายคาร์บอนสูงถึงประมาณ 80 ยูโรต่อตัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก CCS เป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูง จำเป็นต้องได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับกรมสรรพากร เพื่อขอนำค่าใช้จ่ายในการลงทุน CCS มาเป็น Incentive หรือส่วนลดหย่อนภาษี (Tax Expendable) เช่นเดียวกับการดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมในปัจจุบัน ที่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจนำมาหักภาษีได้ประมาณ 50% ที่คาดว่าจะได้ผลสรุปในเร็ว ๆ นี้ โดยมองว่าโครงการ CCS ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกบรรจุไว้ในเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC 3.0 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว
ดังนั้น ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนด้านภาษีเพื่อให้โครงการบรรลุผลตามเป้าหมายของประเทศ เพราะหากไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี การลงทุน CCS จะกลายเป็นต้นทุนที่ทำให้บริษัทเจ็บตัวจากเการลงทุนที่สูงแต่ยังไม่มีรายได้ตอบกลับที่ชัดเจนในปัจจุบัน
อีกทั้ง มองว่ารัฐบาลต้องออกกฎหมายรองรับเรื่องความรับผิดชอบระยะยาว และขอบเขตในการติดตามตรวจสอบ (Monitoring) หลังการกักเก็บ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เช่นเดียวกับ CCS Law ของญี่ปุ่น เพื่อนำมาปรับใช้ โดยเฉพาะโมเดลที่เมืองโทมาโกไม (Tomakomai) บนเกาะฮอกไกโด มีการกักเก็บก๊าซไปแล้วประมาณ 300,000 ตัน ซึ่งได้มีการทำประชามติและการพิสูจน์เทคโนโลยีว่าไม่มีการรั่วซึมจนเป็นที่ยอมรับของชุมชน ซึ่งปัจจุบัน ปตท.สผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาและพยายามนำกฎหมาย CCS Law ของญี่ปุ่นมาเป็นแนวทางในการร่างกฎหมายของไทย เพื่อสร้างมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
นายมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ปตท.สผ.ยังได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้เข้าสำรวจพื้นที่ในอ่าวไทยตอนบน มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้สูงถึง 60 ล้านตันต่อปี (CCS Hub) ซึ่งจะช่วยรองรับการปล่อยก๊าซจากนิคมอุตสาหกรรมโดยรอบ โดยปตท.สผ. กำลังหารือภาพใหญ่กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อวางโมเดลธุรกิจร่วมกัน ปตท. จะทำหน้าที่รวบรวมและขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า (เช่น บริเวณมาบตาพุดหรือวังน้อย) ผ่านทางท่อหรือเรือ ส่วน ปตท.สผ. จะรับหน้าที่หลักในการขุดเจาะเพื่อนำไปกักเก็บใต้ดิน
ทั้งนี้ คาดว่าโครงการขนาดใหญ่นี้ต้องใช้เวลาเตรียมการและสำรวจอีกอย่างน้อย 7 ปี จึงจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง โดยมีการประเมินว่าโครงการขนาดกักเก็บ 40 ล้านตันต่อปี อาจต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ล่าสุดทางสิงคโปร์มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการ CCS Hub ของไทยจริง โดยสนใจลงทุนในลักษณะ Cross-border CCS (การกักเก็บคาร์บอนข้ามพรมแดน) มีจุดประสงค์หลักคือต้องการนำปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้ไปนับเป็นคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ของทางสิงคโปร์ ตามข้อตกลงด้านคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส ในการถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ (Internationally Transferred Mitigation Outcomes : ITMOs)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง