คลังโชว์ ‘กองทุนรวมวายุภักษ์ 1’ จ่ายปันผลพุ่ง 6.09% ชนะตลาดผันผวน

15 ม.ค. 2569 | 06:29 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ม.ค. 2569 | 06:32 น.

คลังโชว์ผลงาน ‘กองทุนรวมวายุภักษ์ 1’ จ่ายปันผลพุ่ง 6.09% ชนะตลาดผันผวน สะท้อนการบริหารงานมืออาชีพ คาดปี 69 สดในกว่าเดิม พร้อมวางกลไกป้องกันความเสี่ยง

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กองทุนรวมวายุภักษ์ 1 เริ่มระดมทุนหน่วยลงทุนประเภท ก. จำนวน 150,000 ล้านบาท ไปเมื่อช่วงปลายปี 2567 ครบรอบ 1 ปี สามารถทำผลประกอบการได้ดีกว่าที่คาดการณ์ โดยอัตราเงินปันผลสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 6.09% ซึ่งถือว่าชนะทุกเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) และสูงกว่าประมาณการขั้นต่ำที่ตั้งไว้ที่ 3% ต่อปี ถึงกว่าเท่าตัว

“เงินปันผลที่ทำได้ ถือว่าเราชนะทุกเกณฑ์ รวมถึงชนะความท้าทายในภาวะที่ตลาดไม่ดี รวมถึงหน่วยลงทุนล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10.70 บาท จากราคาพาร์ที่ 10 บาท สะท้อนการบริการงานอย่างมืออาชีพของกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 รวมทั้งการสะท้อนถึงผลประกอบการที่ดีในปีที่มีความท้าทายสูง ถือเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี”

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีที่ผ่านมา ซึ่งดัชนี SET Index ติดลบไปกว่า 10% กองทุนวายุภักษ์ 1 กลับสามารถสร้างผลตอบแทนโดยรวมได้ประมาณ 6% กว่า นอกจากนี้ นักลงทุนยังได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคา (Capital Gain) โดยราคาหน่วยลงทุนล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10.70 บาท จากราคาพาร์ที่ 10 บาท

สำหรับนักลงทุนที่ถือหน่วยลงทุนประเภท ก. จะได้รับเงินปันผลงวดล่าสุดในวันที่ 22 มกราคมนี้ หลังจากที่ได้มีการขึ้นเครื่องหมาย XD ไปเมื่อวันที่ 5 มกราคม และปิดสมุดทะเบียนในวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ รวมการจ่ายปันผลทั้งหมดตั้งแต่ตั้งกองทุนมาแล้ว 3 ครั้ง คิดเป็นผลรวมประมาณ 6.8% โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว กองทุนมียอดจ่ายเงินปันผลรวมสูงถึงประมาณ 9,000 ล้านบาท

ในด้านสภาพคล่อง ยืนยันว่า กองทุนมีความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันมีสภาพคล่องหมุนเวียนอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายเงินปันผลและการดำเนินงาน

สำหรับกองทุนวายุภักษ์ 1 เน้นนโยบายสนับสนุนตลาดทุนไทย โดยลงทุนในหุ้นไทยประมาณ 90% ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง การคัดเลือกหลักทรัพย์จะเน้นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำและให้ความสำคัญกับเกณฑ์ ESG อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาด้านธรรมาภิบาลที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับและคณะกรรมการลงทุน (IC) มีการประชุมติดตามสถานะตลาดเป็นประจำทุกเดือน เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุน (Reallocation) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมีการปรับน้ำหนัก (Underweight/Overweight) ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดและโปร่งใส

สำหรับทิศทางการลงทุนในปี 2569 มองว่าปัจจัยลบน่าจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แม้ยังต้องติดตามปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) แต่ความชัดเจนทางการเมืองในประเทศและทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มนิ่ง จะช่วยให้ตลาดทุนไทยอยู่ในสภาวะที่ดีขึ้น ทั้งนี้ กองทุนยังมีกลไกป้องกันความเสี่ยงให้กับนักลงทุนหน่วยประเภท ก. อย่างรัดกุม โดยหากเกิดวิกฤตที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นตกลงอย่างรุนแรง