KEY
POINTS
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เกิดความต่อเนื่องในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว ผ่านการอนุมัติมาตรการต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะการอนุมัติโครงการต่าง ๆ ภายใต้มาตรการ Quick Big Win ซึ่งส่วนใหญ่ได้อนุมัติไปแล้วก่อนที่จะมีการยุบสภา
“ขณะนี้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ Quick Big Win ที่ได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้ แต่ละมาตรการมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 99% ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยให้มีความต่อเนื่องไปได้จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ” นายเอกนิติ ระบุ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2569 ประกอบไปด้วย
1.มาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยมุ่งเน้นไปที่งบประมาณด้านการอบรมและสัมมนาของหน่วยงานราชการ (Front load) เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบในช่วงนี้ แทนที่จะไปกระจุกตัวในช่วงปลายปี
2.มาตรการแก้หนี้ โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกสำหรับมาตรการปิดหนี้ ไว ไปต่อได้ ซึ่งมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
3.มาตรการ SME Credit Boost โดยเป็นการเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับธนาคาร เพื่อผลักดันการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้กับผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง
4.เร่งเครื่องลงทุนในส่วนของโครงการที่มีการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งมีวงเงินรวมหลายแสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการลงทุน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งเป็นมาตรการเร่งรัดโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติ
ทั้งนี้ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการที่เป็น Fast Pass ไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน คาดว่าจะมีเงินลงทุนทยอยเข้าสู่ระบบอีกหลายแสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่า จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจได้ต่อไป
ส่วนกรณีหน่วยงานเศรษฐกิจทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัวต่ำกว่า 2% นั้น นายเอกนิติ ยอมรับว่า รัฐบาลพยายามทำงานขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด และส่วนตัวยังมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ใกล้เคียงหรือถึงเป้าหมายที่วางไว้ คือ ให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 2%
สำหรับโครงการสำคัญที่ดำเนินการไปแล้วและเห็นผลต่อเศรษฐกิจที่ชัดเจนนั่นคือ โครงการคนละครึ่งพลัส หลังจากปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา พบว่า เป็นโครการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถอัดฉีดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้กว่า 84,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้นพบว่าช่วยดัน GDP ทั้งปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.2% แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาดำเนินการสั้น ๆ ก็ตาม โดยจุดเด่นของโครงการนี้คือมีค่า Multiplier หรือตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูง เนื่องจากเงินได้กระจายตัวสู่ต่างจังหวัดอย่างกว้างขวาง โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15-16% เท่านั้น
ส่วนที่เหลือเป็นการใช้จ่ายในต่างจังหวัด โดยการที่เงินลงไปถึงมือชาวบ้านและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ทำให้การรั่วไหลของเงินออกไปนอกระบบหรือการนำไปชำระหนี้มีน้อย ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ด้วย