KEY
POINTS
วันนี้ (14 มกราคม 2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวระหว่างการเปิดงานในเวทีเสวนา Zero Corruption: กกร. และกลุ่มเพื่อนไม่ทน “หยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "สงครามเศรษฐกิจยุคใหม่" ที่ต้องสู้กับอาชญากรไซเบอร์และทุนเทา
โดยในปี 2566 เพียงปีเดียว ความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์พุ่งสูงกว่า 2.5 แสนล้านบาท จากคดีกว่า 2.3 แสนคดี ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงแค่การฉ้อโกง แต่เป็นกระบวนการยึดรัฐ ผ่านการฟอกเงินและนอมินี
“ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ เราจึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ภาคเอกชนมองว่าปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทาและนอมินี ไม่ใช่แค่เรื่องของอาชญากรรมไซเบอร์ แต่มันคือ ‘มะเร็งร้ายคอร์รัปชัน’ ที่กำลังกัดกินรากฐานเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลของประเทศ”
โดยการจัดงานเสวนาครั้งนี้ คณะทำงาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน จึงตั้งใจใช้เวทีแห่งนี้เป็นกระบอกเสียงส่งต่อไปยังพรรคการเมืองทุกพรรค เพราะนี่คือโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการปราบปรามเป็นรายคดี แต่ต้องเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และเอาจริงเอาจังทางกฎหมายหยุดปัญหานี้ให้ได้ เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว และความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ
นอกจากนี้ ผลกระทบของปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทาและนอมินีต่อภาคเอกชนไทย ปัญหาสแกมเมอร์และทุนสีเทาในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางอาชญากรรมเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น “อุปสรรคเชิงโครงสร้าง” ที่บิดเบือนกลไกตลาดและทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทยอย่างรุนแรงใน 3 มิติหลัก ดังนี้
1.การบิดเบือนกลไกตลาดและทำลาย SME ไทย เป้าหมายคือการฟอกเงิน ทุนเทาใช้ธุรกิจบังหน้าเพื่อแปรสภาพเงินผิดกฎหมาย ไม่ได้มุ่งเน้นกำไรจากการดำเนินงานจริง เพราะทุนเท่าไม่มีต้นทุนขอแค่มีเงินผ่านระบบฟอกขาวเพื่อเข้ามาใช้ในระบบ ซึ่งกระทบต่อระบบการค้าของคนไทย
2.ภัยนอมินีคือการ “ขายชาติ” เชิงเศรษฐกิจ การยึดครองธุรกิจสงวน การใช้คนไทยบังหน้าในกลุ่มท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก คือการแย่งอาชีพคนไทยและดูดเม็ดเงินออกนอกประเทศโดยไม่ผ่านระบบภาษี ลดทอนความเชื่อมั่น กระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติคุณภาพสูง ตามมาตรฐาน OECD ซึ่งประเทศไทยควรจะเข้าร่วมอย่างช้าปีหน้าหรือปีหน้า
3.วิกฤตศรัทธาต่อเศรษฐกิจดิจิทัล การกัดกร่อนความเชื่อมั่น: ความเสียหายจากสแกมเมอร์กว่า 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความหวาดระแวงต่อระบบธนาคารและการทำธุรกรรมออนไลน์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นอัมพาต หากประชาชนขาด “ความเชื่อมั่น” โครงสร้างเทคโนโลยีที่รัฐทุ่มงบประมาณสร้างมาจะไร้ความหมาย เศรษฐกิจหยุดชะงัก การเติบโตของ Digital Economy ในอนาคตจะพังทลายลง เนื่องจากรากฐานด้านธุรกรรมข้ามพรมแดนขาดความปลอดภัย
อย่างไรก็ดี สำหรับมาตรการเชิงรุก 6 ประการ
1.ปลูกฝังและรณรงค์ เอกชนต้อง “ฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และร่วมส่งข้อมูลทุนเทาจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ
2.นโยบายองค์กร ผลักดันสมาชิกเข้าแนวร่วม CAC เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันคอร์รัปชันในภาคเอกชน
3.ความชัดเจนของใบอนุญาต ประกาศ “10 สินบนที่ไม่ยอมทน” เพื่อกดดันให้กระบวนการอนุมัติของรัฐโปร่งใส
4.เปิดเผยข้อมูล (Open Data) บังคับให้ภาครัฐเปิดข้อมูล 25 ชุดตามมาตรฐานสากลเพื่อการตรวจสอบ
5.ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ นำฐานข้อมูล ACT Ai มามอนิเตอร์โครงการภาครัฐอย่างใกล้ชิด
6.ระบบร้องเรียน “ฟ้องโกงทันใจ” สร้างช่องทางคุ้มครองผู้ให้เบาะแส (Whistleblower) เพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก (SLAPP)
ด้าน นางสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน เปิดเผยว่า ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์คือ "อาชญากรรมข้ามชาติ" และเป็นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรง (ภาวะเยี่ยงทาสสมัยใหม่) โดยได้เสนอประเด็นสำคัญ 3 ประการต่อรัฐบาลใหม่ ได้แก่
ดร. มานะ นิมิตรมงคล (องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า เศรษฐกิจนอกระบบ ของไทยมีขนาดใหญ่ถึง 48.7% ของ GDP (ประมาณ 8-9 ล้านล้านบาท) ซึ่งเติบโตได้เพราะคอร์รัปชัน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการส่งออกทองคำไปกัมพูชาที่สูงขึ้นผิดปกติ
โดยมีการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินคริปโต ซึ่งอาจเป็นช่องทางการฟอกเงินสำคัญของทุนเทา และทิ้งท้ายว่าหากไม่หยุดพฤติกรรมคอร์รัปชัน ก็จะไม่มีทางปราบสแกมเมอร์และทุนเทาให้หมดไปจากแผ่นดินไทยได้