นักเศรษฐศาสตร์เตือนไทยจ่ายราคาแพง เสพติด 'นโยบายระยะสั้น'

08 ม.ค. 2569 | 01:37 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ม.ค. 2569 | 04:48 น.

นักเศรษฐศาสตร์เตือนไทยจ่ายราคาแพง เสพติด "นโยบายระยะสั้น" ทำเสถียรภาพคลังพัง ทุบสถิติขาดดุล 5% ต่อ GDP กลายเป็น New Normal ลั่นใครเข้ามาบริหารประเทศ 4 ปี จากนี้ไม่ง่าย

ส่องวิกฤตคลังไทยจากจุดแข็งสู่จุดอ่อน หลังนักการเมืองเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจฉาบฉวย "แจกเงิน-รถคันแรก-คนละครึ่ง" แต่ไร้แผนดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบ ยันเครดิตเรตติ้งโลกจับตาภาระงบประมาณพุ่ง ขณะที่รายได้ภาษีโตไม่ทันรายจ่าย ท่ามกลางโอกาสการเลื่อนชั้นทางสังคมของคนไทยที่ต่ำเกือบที่สุดในโลก

ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวในเวทีเสวนา "เวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)ว่า นักการเมืองไทยมีความเชี่ยวชาญอย่างมากในการออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นโยบายรถคันแรก ซึ่งสามารถกระตุ้นยอดขายรถและสินเชื่อธนาคารให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลานั้น หรือ โครงการคนละครึ่ง ในหลายเฟสที่ผ่านมา ซึ่งทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในร้านค้ากลับมาคึกคัก

ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้กลับ ไม่มีผลลัพธ์ต่อเนื่องในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในระยะยาว และแทบไม่มีการพูดถึงการนำร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้เข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน การละเลยผลกระทบระยะยาวเพื่อเน้นผลสัมฤทธิ์ฉาบฉวยทำให้สังคมไทยกำลังต้องเผชิญกับ "ราคาที่ต้องจ่าย" ทั้งในมิติทางการคลังและความเหลื่อมล้ำ

ดังนั้นเสถียรภาพทางการคลังที่เคยเป็นจุดแข็งของประเทศไทยในอดีต ปัจจุบันได้กลายเป็น จุดอ่อน สำคัญที่ปรากฏในรายงานอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) ของทุกสถาบัน, สภาวะการขาดดุล 4-5% ต่อ GDP ได้กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) ของรัฐบาลทุกพรรค  ซึ่งส่งผลให้การบริหารเศรษฐกิจในอนาคตเป็นไปได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรายได้จากภาษีไม่มีทางไล่ตามการใช้จ่ายได้ทัน 

ขณะที่ หากดูดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้สุทธิ จะเห็นว่าปัจจุบันไทยมีรายจ่ายดอกเบี้ย 11% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวล เพราะสถานการณ์การลงทุน Investment Grade รายจ่ายดอกเบี้ยจะต้องไม่เกิน 12% หากดูไทยคาดว่าปี 2570 รายจ่ายดอกเบี้ยก็ 12% แล้ว  ดังนั้น ในปี 2570 รัฐบาลจะต้องมีการเคลียร์กับผู้จัดอันดับเครดิต (Rating Agency) หลังจากที่ไทยถูกปรับลดมุมมอง (Outlook) ก่อนจะถูกปรับลดเครดิต (Credit Rating) 

นับจากนี้ไปอีก 4 ปี ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ  งานไม่ง่าย เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะเงื่อนไขทางการคลังยากขึ้นกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา  เพราะคลังจะต้องคุยทั้งกับ Rating Agency และคนเสียภาษี เพราะไม่มีคนอยากจ่ายภาษีให้รัฐไปใช้ในโครงการที่ไม่มีประโยชน์ และจะคุยกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ยาก จึงมองว่าเป็นงานยากกว่าเมื่อก่อน

นอกจากภาระทางการคลังแล้ว นโยบายที่มุ่งเน้นแต่การแจกเงินหรือการล้างหนี้ยังส่งผลเสียต่อความเหลื่อมล้ำเชิงโอกาส โดยงานวิจัยระบุว่าความสามารถในการเลื่อนชั้นทางรายได้ (Upward Mobility) ของคนไทยอยู่ในระดับต่ำเกือบที่สุดในโลก

เนื่องจากนโยบายเหล่านี้ไม่ได้ช่วยสร้างทักษะระยะยาวหรือสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตหากยังไม่เกิดการปฏิรูปนโยบายที่ยั่งยืน