เอกชนรุมต้านประชานิยม จี้หยุดแทรกแซงกลไกตลาด

07 ม.ค. 2569 | 09:50 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ม.ค. 2569 | 18:31 น.

เสียงเอกชน สะท้อนความเห็นเลือกตั้ง2569 ถึงเวลาประเทศไทยต้องหยุดนโยบายประชานิยม การแทรกแซงกลไกตลาด ชี้เป็นต้นทุนระยะยาวบั่นทอนขีดความสามารถแข่งขัน จี้รัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างรัฐ ฟื้นความเชื่อมั่นการลงทุน วางรากฐานเศรษฐกิจยั่งยืน

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนมีมติร่วมกันคัดค้านนโยบายประชานิยมและการแทรกแซงกลไกตลาด โดยชี้ว่าเป็นต้นทุนระยะยาวที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • มองว่านโยบายประชานิยมเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นที่มุ่งผลทางการเมือง แต่สร้างภาระต่อระบบเศรษฐกิจและจำกัดโอกาสการเติบโตของประเทศในอนาคต

เสียงเอกชน สะท้อนความเห็นเลือกตั้ง2569 ถึงเวลาประเทศไทยต้องหยุดนโยบายประชานิยม การแทรกแซงกลไกตลาด ชี้เป็นต้นทุนระยะยาวบั่นทอนขีดความสามารถแข่งขัน จี้รัฐบาลใหม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างรัฐ ฟื้นความเชื่อมั่นการลงทุน วางรากฐานเศรษฐกิจยั่งยืน

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่กำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งและการผลัดใบเชิงนโยบาย ฐานเศรษฐกิจได้ดำเนินโครงการ “Thailand Redesign: อนาคตออกแบบได้” เพื่อเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างจากผู้นำทางความคิดในทุกภาคส่วนเสียงสะท้อนจากเหล่าขุนพลธุรกิจและนักวิชาการระดับแนวหน้าต่างมีฉันทามติร่วมกันว่า ประเทศไทยถึงเวลาที่ต้องยุติการใช้นโยบายแบบฉาบฉวยและเริ่มต้นการปฏิรูปเชิงลึกในทุกมิติ โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลใหม่ต้องหยุดทำทันทีและสิ่งที่ต้องเริ่มดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ประเทศต้องถอยหลังไปมากกว่านี้ในเวทีโลก

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าสิ่งที่รัฐและพรรคการเมืองควรหยุดทำทันที คือ นโยบายระยะสั้นที่มุ่งตอบโจทย์ทางการเมือง แต่บั่นทอนเสถียรภาพและศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะแม้อาจสร้างผลลัพธ์ในช่วงสั้น แต่กลับเพิ่มภาระให้ระบบเศรษฐกิจและจำกัดโอกาสการเติบโตของประเทศในอนาคต

จากมุมมองของภาคอุตสาหกรรม หลายมาตรการในปัจจุบันสร้างต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยไม่ช่วยเพิ่มผลิตภาพหรือความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดโดยไม่จำเป็น กฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับบริบทการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ รวมถึงการออกนโยบายโดยขาดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติจริงในภาคเอกชน

นอกจากนี้ รัฐควรหยุดแนวคิดการบริหารประเทศแบบแยกส่วน และหันมาให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและความคุ้มค่าในระยะยาวอย่างรอบด้าน หากประเทศไทยยังไม่สามารถหยุดวงจรของนโยบายที่สร้างผลทางการเมืองระยะสั้นแต่สะสมต้นทุนในระยะยาวได้ ประเทศจะยากที่จะหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตตํ่า และสูญเสียโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก

ในส่วนของ นโยบายเร่งด่วนหลังเลือกตั้ง นายเกรียงไกรแนะนำให้รัฐบาลใหม่ ฟื้นความเชื่อมั่น ของภาคธุรกิจและนักลงทุนโดยการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบที่ขัดขวางการลงทุน เช่น การปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย การเร่งรัดโครงการที่พร้อม และการลดขั้นตอนที่ซํ้าซ้อนที่ทำให้การลงทุนชะลอตัว โดยมองว่าการสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจนั้นสำคัญที่สุดในช่วงต้นวาระ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในอนาคต

ในมุมของการ เปลี่ยนทิศทางประเทศใน 1 วาระ มองว่าหากต้องเลือกหนึ่งเรื่องที่ต้องเปลี่ยนให้ได้ทันทีใน1 วาระรัฐบาล จะเลือก การปฏิรูประบบการตัดสินใจและโครงสร้างรัฐ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง โดยการลดการรวมศูนย์อำนาจและกระจายอำนาจในการตัดสินใจให้หน่วยงานที่ใกล้ปัญหามากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้จริง ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนในการลงทุนและพัฒนาทักษะแรงงาน ทำให้ประเทศไทยกลับมายืนในตำแหน่งที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอีกครั้งในอนาคต

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทศรีไทยซูเปอร์แวร์ และประธานอาวุโสหอการค้าไทย เสนอแนวทางสำหรับรัฐบาลใหม่ในการออกแบบประเทศในอนาคต โดยเน้นถึงความสำคัญของการปรับปรุงระบบบริหารงานของรัฐบาลและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ในด้านเศรษฐกิจ แนะนำให้ประเทศไทยหันไปสู่โมเดลเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่ามากกว่าปริมาณ โดยมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจนวัตกรรมและการพัฒนาบริการคุณภาพสูงที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ยังเน้นยํ้าว่า รัฐไทยควรเลิกนโยบายประชานิยมที่ไม่ยั่งยืนและหยุดการออกกฎหมายที่เลือกปฏิบัติหรือไม่ฟังเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบจริง รวมถึงรัฐบาลต้องเน้นการกำกับที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ในส่วนของนโยบายเร่งด่วนหลังการเลือกตั้ง เสนอให้รัฐบาลใหม่เน้นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากภาคธุรกิจและนักลงทุนโดยเร่งแก้ไขกฎหมายที่ค้างท่อ ลดขั้นตอนในการอนุญาตและทำให้เสถียรภาพนโยบายมีความชัดเจน นอกจากนี้ ยังควรเน้นการสร้างการตัดสินใจทางนโยบายที่เร็วและโปร่งใส เพื่อให้การดำเนินการในทุกมิติของเศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้กับประเทศ

ทางด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้คำจำกัดความนโยบายที่ต้องหยุดไว้อย่างเผ็ดร้อนว่า “No More Cruel Populist Policy” หรือการหยุดนโยบายประชานิยมแบบล้างผลาญ เนื่องจากฐานะการคลังของภาครัฐกำลังอ่อนแอลงและการเป็นสังคมสูงวัยทำให้รายจ่ายด้านสวัสดิการสูงขึ้นต่อเนื่อง หากยังเดินหน้านโยบายประชานิยมโดยไม่ระมัดระวังอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนในหลายประเทศ

นายยุทธศักดิ์เสนอให้เริ่ม “Economy Reset” หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ผ่านโมเดล Investment-led Growth Plus ที่เน้นการดึงดูดเงินลงทุนควบคู่กับการดูดซับนวัตกรรมจากต่างประเทศเพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยรัฐต้องยึดหลัก Speed & Transparency และถือหลักนิติธรรมที่ว่า “เทาไม่ทำ กรรมไม่เทา” เพื่อจัดการปัญหาคอร์รัปชันให้เด็ดขาดก่อนจะเริ่มการปฏิรูปด้านอื่น

ในส่วนของภาคธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งรายใหญ่ นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด มองว่าสิ่งที่นักการเมืองต้องหยุดทันทีคือการคอร์รัปชัน การโกง และการเล่นพรรคเล่นพวก เพราะเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศไทยฟื้นคืนชีพได้จริง

ขณะที่สิ่งที่ต้องเริ่มทำคือการแก้ปัญหาปากท้องและลดความเหลื่อมลํ้าผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้คนรุ่นใหม่ รวมถึงการยกเครื่องกฎหมายให้สามารถบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ประชาชนมีหลักการดำเนินชีวิตที่แข็งแรงและมองการณ์ไกลในทุกมิติเศรษฐกิจ

ด้านนายวรพจน์ ถาวรวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย จำกัด เน้นยํ้าให้หยุดนโยบายประชานิยมและเริ่มหันมาพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการให้นักศึกษารู้จักออกแบบความคิดภายใต้กรอบวัฒนธรรมที่ดีงาม และการนำไอทีมาผสานกับภาคการเกษตรเพื่อสร้างความมั่งคั่งในโมเดลใหม่

ในขณะที่ ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนา- นนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ระบุว่ารัฐต้องหยุดนโยบายแจกเงินหรือการแก้ปัญหาแบบ Quick Win ที่มีผลกระทบเพียงระยะสั้นเหมือนการแจกยาแก้ปวด แต่ควรเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและทุนมนุษย์อย่างจริงจังเพื่อเข้าสู่ยุค 4.0 โดยยึดแนวทางการพัฒนาบุคลากรคุณภาพแบบสิงคโปร์เป็นแกนหลักเพื่อสร้างศักยภาพที่ยั่งยืน

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และ CEO บริษัท สถาพรเอสเตท จำกัด ยืนยันว่ารัฐต้องหยุดนโยบายที่ขัดต่อศีลธรรมและการพนันทุกรูปแบบ โดยสิ่งที่ต้องเริ่มดำเนินการคือการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์และผูกโยงกับการคอร์รัปชัน เปลี่ยนเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ CEO มืออาชีพที่เป็นอิสระจากพรรคการเมืองเพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดเก็บภาษีและออกแบบการพัฒนาพื้นที่ได้เอง

นอกจากนี้ยังเสนอให้เริ่มใช้ภาษีรูปแบบใหม่ เช่น Negative Income Tax เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบาง และ Windfall Tax เพื่อเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินจากสถานการณ์พิเศษมาเป็นงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา