
อว. ดันโมเดล 'งานวิจัยแก้จน' ขยายผลทั่วประเทศ กางเป้า 1 ปีรู้ผล
รองนายกฯ ‘ยศชนัน’ ดันโมเดลงานวิจัยแก้จน ขยายผลทั่วประเทศ กางเป้า 1 ปีทุกคนได้ประโยชน์ทันที หลังกระทรวง อว. ดึงมหาวิทยาลัยนำร่องแล้ว 20 จังหวัด 7 ปี ปูพรมค้นหาคนจนที่ตกหล่นจนพบ แก้ปัญหาได้ตรงเป้า
KEY
POINTS
- กระทรวง อว. ผลักดันโมเดล "งานวิจัยแก้จน" ที่ประสบความสำเร็จจาก 20 จังหวัดนำร่อง เพื่อขยายผลการใช้งานไปทั่วประเทศ
- ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับประโยชน์และเห็นผลลัพธ์จากการแก้ไขปัญหาความยากจนภายใน 1 ปี
- โมเดลดังกล่าวเปลี่ยนรูปแบบความช่วยเหลือจากการสงเคราะห์ชั่วคราว เป็นการใช้กระบวนการวิจัยและข้อมูลเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน
- อว. จะถอดบทเรียนจากโครงการนำร่องและส่งมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการต่อเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ยังไม่สามารถแก้ได้อย่างหมดสิ้น มิหนำซ้ำยังกลายเป็นเครื่องมือเชิงการเมืองที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ใช้หาเสียงให้ความหวังว่าสักวันหนังคนไทยจะพ้นจากความยากจนทั้งประเทศ แต่สุดท้ายก็กลายเป็นแค่วาทกรรมเฟ้อฝัน เห็นได้จากจำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ล่าสุด ก่อนเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ในปี 2569 มีสัดส่วนผู้ถือบัตรคนจน สูงถึง 13 ล้านคน
ขณะเดียวกันจากการ รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ในปี 2567 โดยเป็นชุดข้อมูลใหญ่ที่สุดของตัวเลข “คนจน” ในประเทศไทยโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สถานการณ์ความยากจนของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน
ขณะที่กลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจนที่มีจำนวนคนจนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้น เป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน นอกจากนี้ ประชากรนอกเขตเทศบาล เผชิญกับภาวะยากจนสูงกว่าประชากรในเขตเทศบาลอย่างชัดเจน และภาคใต้มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ประสบปัญหาความยากจนเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง
คนจนจริง 4.57 แสนคน
ที่ผ่านมาในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยแบบพุ่งเป้าด้วย ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เพื่อบริหารจัดการข้อมูลคนจนแบบชี้เป้า เพื่อใช้ระบุปัญหาความยากจนในระดับบุคคล ครัวเรือน ชุมชน ท้องถิ่นท้องที่ จังหวัด ประเทศ หรือปัญหาความยากจนรายประเด็น
จากการสำรวจข้อมูล TPMAP ล่าสุด ณ เดือนเมษายน 2569 โดยจากการสำรวจประชากร 34,384,238 คนทั่วประเทศ พบว่า มีเป็นครัวเรือนที่ได้รับการสำรวจ (จปฐ.) 34,384,238 คน โดยเป็นคนจนเป้าหมายตามดัชนีความยากจนหลายมิติ (MPI) ซึ่งพิจารณาจาก 5 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านมาตรฐานความเป็นอยู่ ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ และด้านการคุ้มครองทางสังคมและการมีส่วนร่วม มีจำนวนทั้งหมด 1,447,887 คน
เมื่อพิจารณารายละเอียดตัวเลขคนจนตัวจริง หรือคนจนเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ซึ่งเป็นคนที่ได้รับการสำรวจจากข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) มารวมกับข้อมูลผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ของกระทรวงการคลัง พบว่า ในประเทศไทยมีจำนวนคนจนเป้าหมายอยู่ที่ 457,578 คน
อว. ระดมงานวิจัยแก้จน
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว. กำลังผลักดันงานวิจัย และชุดความรู้จากโครงการวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ซึ่งหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) หน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวง อว. ได้ดำเนินการร่วมกับหลายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่องทั่วทุกภาคของประเทศมานานกวา 7 ปี โดยจะจัดทำเป็นโมเดลแก้ความยากจนขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี
ทั้งนี้ในการดำเนินการที่ผ่านมาของ บพท. และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่อง ได้จัดทำภายใต้กลไกกระบวนการตั้งแต่ขั้นตอนการสืบค้นสอบทานข้อมูลคนจนอย่างละเอียด จากนั้นจึงนำไปออกแบบโมเดลแก้จนให้เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ บนหลักการความมีส่วนร่วมของคนจน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ซึ่งได้ผ่านการพิสูจน์ยืนยันผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ในการช่วยคนจนให้มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาแล้ว จะได้รับการผลักดันให้เป็นแม่แบบนำไปใช้แก้ไขปัญหาความยากจนทุกจังหวัดทั่วประเทศ
สำหรับโครงการวิจัยแก้จน ซึ่ง บพท.ทำร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ได้พลิกโฉมรูปแบบความช่วยเหลือคนจน จากการสงเคราะห์ชั่วคราว มาเป็นการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ผสานระบบข้อมูลสารสนเทศอัจฉริยะ และเทคโนโลยี AI ปูพรมค้นหาคนจนที่ตกหล่น ทำให้ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน สามารถนำพาคนจนที่ขัดสนทุนดำรงชีพ เข้าสู่กระบวนการยกระดับทักษะได้แล้วกว่า 7,663 คน สร้างรายได้เพิ่มสะสมกว่า 2.17 ล้านบาท รวมถึงประสานภาคีเครือข่ายช่วยลดหนี้และมอบทุนการศึกษาให้กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด
ส่งต่อมหาดไทย-ผู้ว่าฯ
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ความสำเร็จและโมเดลแก้จนที่ดีจากพื้นที่ 20 จังหวัดนำร่องเป้าหมาย จะต้องถูกนำไปถอดบทเรียนเพื่อให้ได้โมเดลที่ดีที่สุด นำไปแชร์และขยายผลใช้กับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี โดยไม่ต้องรอกระบวนการที่ล่าช้า และหากโมเดลไหนในพื้นที่ใดสามารถเดินหน้าได้ดีแล้ว กระทรวง อว. จะส่งมอบต่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยรับช่วงดำเนินการต่อไป เพื่อให้เกิดงบประมาณและการพัฒนาที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ
"รัฐบาลจะใช้ข้อมูลความรู้จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม แก้ไขปัญหาความยากจน และเร่งผลักดันเรื่องระบบสวัสดิการต่างๆ เพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา โอกาสในการมีอาชีพ มีงานทำ และโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ในฐานะที่ผมดูแลรับผิดชอบเรื่องทุนมนุษย์ จะพยายามอย่างเต็มที่ในการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งระบบ เพื่อยกระดับการพัฒนาทุนมนุษย์ทุกมิติ และแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นแบบเบ็ดเสร็จ" ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ
ค้นหาคนจนกลุ่มตกหล่น
รองนายกฯ ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีการใช้ฐานข้อมูลเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดความยากจน โดยมีกลไกความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์ม PPAP ที่ต่อยอดมาจาก TPMAP เมื่อสแกนพบผู้ที่ 'ตกหล่น' จากระบบ หน้าที่ของกระทรวง อว. คือต้องเข้าไปช่วยทันที โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การส่งเสริมอาชีพ ในมิติของโมเดลแก้จน และ การส่งต่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ หากพบว่าข้อมูลใครยังไม่ครบถ้วน ก็มี วิทยาลัยชุมชน และ มหาวิทยาลัยราชภัฏในพื้นที่ เป็นแกนนำในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลให้สมบูรณ์
นอกจากนี้ยังได้วิเคราะห์ความยากจนผ่านฐานทุนดำรงชีพ 5 ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนมนุษย์ พบข้อมูลชัดเจนว่ากลุ่มเปราะบางหรือผู้สูงอายุจำนวนมากขาดทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ จึงต้องนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเชิงพื้นที่ เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะให้ตรงกับความต้องการของแต่ละครัวเรือน เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถทำงานได้ เหนื่อยน้อยลง ใช้ต้นทุนลดลง แต่มีรายได้เท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น
ขยายผลร่วม 5 กระทรวง
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า การต่อยอดขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยโครงการแก้จน ไปเชื่อมโยงกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับทุนมนุษย์ ทั้งกระทรวง อว. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้การทำให้คนจนเข้าถึงโอกาสในการได้รับสวัสดิการจากรัฐสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น
แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและต้องทำต่อเนื่องจริงจัง และที่สำคัญที่สุด กลไกทั้งในระดับพื้นที่ ระดับชุมชนต้องเข้มแข็งต้องช่วยกัน เพราะเรื่องความยากจนไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเชิงโครงสร้างเท่านั้น โดยต้องให้เข้าสู่โอกาสต่างๆ ทั้งการศึกษา และการเพิ่มรายได้ โดยบพท. จะร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ยกระดับความช่วยเหลือให้ครอบคลุมคนจนเป้าหมายใน 20 จังหวัดนำร่อง และขยายผลสู่จังหวัดที่ให้ความสนใจจะใช้แพลตฟอร์มและโมเดลแก้จนนี้ต่อไป
นอกจากนี้ บพท. ยังได้ส่งข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจน เพื่อบรรจุในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยเน้นความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยการยึดกลไกธุรกิจชุมชนเป็นหนึ่งในทางเลือกของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
ดัน Sandbox แก้ยากจน
ก่อนหน้านี้ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 3/2569 ได้มีมติเห็นชอบให้ “แผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม 5 ด้าน ด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.)” เป็นวาระขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ โดยหน่วย บพท. ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อนำร่อง Sandbox เปลี่ยนรูปแบบจากการช่วยแก้ปัญหาความยากจนแบบชั่วคราว ไปสู่ระบบนิเวศการแก้จนที่เบ็ดเสร็จและแม่นยำในชีวิตจริงของประชาชน
เป้าหมายสำคัญของแผนปฏิบัติการนี้ คือการเพิ่มรายได้ภาคครัวเรือนและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่เป้าหมาย 20 จังหวัดต้นแบบที่มีดัชนีความก้าวหน้าของคนต่ำที่สุด ผ่าน 5 มิติหลักของแผนขจัดความยากจน ได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านมาตรฐานความเป็นอยู่ มิติด้านสุขภาพ มิติด้านการศึกษา และมิติด้านการคุ้มครองทางสังคมและการมีส่วนร่วม
ทั้งนี้วางบทบาทให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางของระบบแก้จนเชิงพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงท้องที่ท้องถิ่นร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ขยายผลครอบคลุม 5 มิติ
จากผลการดำเนินงานแผนงานวิจัยและนวัตกรรมขจัดความยากจนที่ผ่านมาหน่วย บพท. ได้สร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการค้นหาสอบทานคนจนได้แล้วถึง 1,243,449 คน จาก 303,444 ครัวเรือน พร้อมเกิดโมเดลแก้จนด้วย ววน. แล้วกว่า 458 โมเดล ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 5 มิติ ดังนี้
1. มิติด้านเศรษฐกิจ: "โมเดลผักยกแคร่สร้างสุข จังหวัดนครราชสีมา" ที่แก้ปัญหาพื้นที่น้ำท่วมขังและดินเค็มโดยปรับการปลูกผักบนแคร่ไม้ไผ่ ช่วยให้ครัวเรือนยากจนและผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มขึ้น และ โครงการ “ผักผลไม้เพิ่มบุญ” จังหวัดสุรินทร์ ที่สร้างทักษะอาชีพและระบบตลาดสีเขียว หนุนครัวเรือนพัฒนาทักษะเกษตรปลอดภัยแบบครบวงจรจนถึงตลาดออนไลน์ ช่วยให้ 409 ครัวเรือนมีรายได้เพิ่มเฉลี่ย 1,131 บาท/เดือน
2. มิติด้านมาตรฐานความเป็นอยู่: "แพลตฟอร์มรับมือภัยพิบัติ (Disaster Platform)" ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งใช้นำเทคโนโลยี GIS มาเชื่อมโยงฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนและกลุ่มเปราะบาง จากระบบข้อมูลระดับประเทศ อาทิ PPPConnext, DSS และระบบของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) เชื่อมโยงครัวเรือนเปราะบางเข้ากับข้อมูลพื้นที่เสี่ยง เพื่อวางแผนรับมือ ช่วยเหลือ และฟื้นฟูจากภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
3. มิติด้านสุขภาพ: โครงการการนำร่องใช้ที่ใช้ระบบ SNAPP (ระบบฐานข้อมูลผู้มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพและระบบการยืมคืนอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ) จังหวัดสกลนคร ซึ่งระบบนี้ได้เชื่อมโยงเข้ากับระบบข้อมูลระดับประเทศอย่าง PPPConnext และเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ ทำให้สามารถชี้เป้าและส่งต่อผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ป่วยติดเตียงเข้าสู่ระบบบริการที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำ เกิดระบบการดูแลต่อเนื่องในชุมชน และกลายเป็นโมเดลต้นแบบในการแก้ไขปัญหาความยากจนมิติด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูงในปัจจุบัน
4. มิติด้านการศึกษา: โมเดลแก้จนเชิงรุกจังหวัดมุกดาหารที่ใช้ฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนทำหน้าที่ค้นหาและชี้เป้า เพื่อส่งต่อเยาวชนที่ขาดโอกาสอย่างแม่นยำ ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยง 3 แกนสำคัญคือ "การศึกษา–ทักษะอาชีพ–การมีงานทำ" เข้าด้วยกัน เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบ พร้อมกับเสริมทักษะอาชีพ เทคโนโลยี และการแปรรูปสินค้าเกษตรที่สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางสังคมและหยุดยั้งการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกได้อย่างเป็นระบบ
5. มิติด้านการคุ้มครองทางสังคมและการมีส่วนร่วม: นวัตกรรมสวัสดิการชุมชนอย่าง "กองบุญข้าวปันสุข" ในพื้นที่อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนภายใต้โครงการวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจน โดยใช้แนวคิดการระดมและจัดสรร “ข้าว” เข้ามาเป็นโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือน
โดยใช้ข้อมูลจาก AmnatConnext, PPPConnext และ TPMAP ในการจำแนกกลุ่มเป้าหมายตามความต้องการและความเปราะบาง เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกลุ่ม ทำให้การกระจายสวัสดิการเป็นไปอย่างแม่นยำ เป็นธรรม และไม่ซ้ำซ้อน
สำหรับระยะต่อไป บพท. จะขยายผลโดยถอดบทเรียนองค์ความรู้และโมเดลแก้จนที่ประสบความสำเร็จจาก 20 จังหวัดนำร่อง เพื่อถ่ายทอดและส่งต่อให้แก่จังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยร่วมกับหน่วยงานยุทธศาสตร์หลักของระบบ อววน. และกระทรวง พม. ต่อไป







