
รฟท.ฮึ่ม ซีพี ล้มไฮสปีด บี้คืนหนี้ 9.6 พันล.พ่วงดอกเบี้ย
รฟท. ฮึ่มซีพี ล้มสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน สั่งเช็กบิลล้างหนี้ค้าง 9.6 พันล้านพ่วงดอกเบี้ย ฟากสกพอ.ลุ้นบอร์ดกพอ. เคาะ 2 แนวทาง คมนาคม ดัน Missing Ling-ทางคู่ ด้านซีพีแจงยิบ ดำเนินการโดยสุจริต ใช้ความพยายามดีที่สุดแล้ว
KEY
POINTS
- โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินอยู่ในช่วงชี้ขาด โดยคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) จะตัดสินใจว่าจะแก้ไขหรือยุติสัญญากับกลุ่มซีพี
- หากมีการยุติสัญญา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะดำเนินการเรียกคืนหนี้ค่าสิทธิบริหารแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่กลุ่มซีพีค้างชำระกว่า 9,604 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย
- รฟท. ได้เตรียมแผนสำรองในการบริหารจัดการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เพื่อไม่ให้กระทบผู้โดยสาร และมีแผนพัฒนาระบบรางอื่นทดแทน
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เข้าสู่ช่วงชี้ขาด หลังเตรียมเสนอ 2 ทางเลือกให้กับคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตัดสินใจ ว่าจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาหรือยุติสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือ กลุ่มซีพี โดยหากลงเอยด้วยการเลิกสัญญา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเดินหน้าเรียกชำระหนี้ค่าสิทธิบริหารแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่ค้างอยู่กว่า 9,604 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา
ขณะเดียวกันได้วางแผนสำรองดูแลการเดินรถไม่ให้กระทบผู้โดยสาร และเร่งแผนโครงข่ายรางทดแทนเชื่อม 3 สนามบิน ล้มสัญญาไฮสปีดต้องจ่ายหนี้ค้าง 9,604 ล้านพร้อมดอกเบี้ย
แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า หากเกิดกรณีที่มีการล้มสัญญาเกิดขึ้น ทางบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัดยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ที่ค้างจ่าย ดังกล่าวให้ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในสัญญา หากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด จะต้องมีการเจรจาตกลงกันและต้องมีการคิดคำนวณดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากยอดหนี้ค้างชำระตามระยะเวลาที่ผ่านไป โดยมีความเป็นไปได้ว่ายอดหนี้รวมอาจจะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 9,604 ล้านบาท เมื่อรวมภาระดอกเบี้ยในส่วนที่ค้างชำระ
อย่างไรก็ตามรฟท. ได้มีการเตรียมแผนการรับมือเพื่อดำเนินการเรียกเก็บหนี้ก้อนดังกล่าว โดยจะว่ากันไปตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งอาจรวมไปถึงการเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทหรือการฟ้องร้องดำเนินคดี แต่ทั้งนี้ยังต้องรอความชัดเจนในขั้นสุดท้ายก่อนว่าทางฝ่ายคู่สัญญาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ขณะที่แผนสำรองในการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มี 2 แนวทางหลัก คือ 1.การพิจารณาว่าจ้างทางบริษัทเอราวัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ให้ดำเนินการต่อ หรือ 2.การมอบหมายให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) เข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการเดินรถแทน
เปิดบันทึกข้อตกลงสัญญาไฮสปีด
ย้อนการจัดทำหมายเหตุประกอบงบการเงิน บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด เครือซีพี ของบริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด ในข้อ 6 เกี่ยวกับสัญญาร่วมลงทุนไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินและบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 บริษัทและ รฟท. ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุน ซึ่งภายใต้เงื่อนไขของสัญญา บริษัทมีภาระ ผูกพันที่จะต้องจ่ายชำระค่าสิทธิในการร่วมลงทุนในแอร์พอร์ตเรล ลิงก์ (“ค่าสิทธิ ARL”) เป็นจำนวนเงิน 10,671.1 ล้านบาท โดยมีกำหนดชำระเงินภายในวันที่ครบระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่สัญญาร่วมลงทุนมีผลบังคับใช้
ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564 บริษัทและ รฟท. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงโครงการไฮสปีดเชื่อม3สนามบินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และพิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาการชำระและหลักเกณฑ์การชำระค่าสิทธิ ARL (“บันทึกข้อตกลง”) กับ รฟท. บันทึก ข้อตกลงสามารถขยายระยะเวลาได้โดยขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างบริษัทและ รฟท.
โดยในระหว่างที่บันทึกข้อตกลงนี้ มีผลบังคับใช้ รฟท.จะยังไม่มอบสิทธิการดำเนินโครงการเกี่ยวกับรถไฟในส่วนของแอร์พอร์ตเรล ลิงก์ ให้แก่บริษัท และ รฟท.มีสิทธิได้รับรายได้ค่าโดยสารและรายได้จากการดำเนินกิจการทางพาณิชย์ในแอร์พอร์ตเรล ลิงก์ โดย บริษัทเป็นผู้รับภาระช่วยสนับสนุนการดำเนินงานการให้บริการเดินรถและบำรุงรักษา รวมถึงเป็นผู้สนับสนุน บุคลากรทั้งหมด และรับความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ได้รับมอบหมายที่เกี่ยวกับรถไฟในส่วน แอร์พอร์ตเรล ลิงก์
นอกจากนี้ รฟท. ตกลงให้บริษัทนำรายได้ค่าโดยสารจากการให้บริการเดินรถและบำรุงรักษา โครงการเกี่ยวกับรถไฟในส่วนของแอร์พอร์ตเรล ลิงก์ (เงินเรียกชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามข้อตกลงกับ รฟท.) ไป ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากมีกำไรจากการดำเนินงานดังกล่าว บริษัทจะต้องส่งคืนให้ รฟท. ทั้งหมดโดยมีรายละเอียดดังนี้ ภายใต้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว บริษัทได้ชำระเงินเพื่อเป็นหลักประกันในการร่วมลงทุนในแอร์พอร์ตเรล ลิงก์ เป็น จำนวนเงิน 1,067.1 ล้านบาท แก่ รฟท. (หมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 4)
ทั้งนี้เมื่อการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ดังกล่าวแล้วเสร็จ และมีการลงนามร่วมกันแล้ว เงินหลักประกันนี้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสิทธิ ARL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีภาระผูกพันที่ต้องจ่ายค่าสิทธิ ARL เป็นจำนวนเงิน 9,604.0 ล้านบาททั้งนี้ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568การแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนดังกล่าวข้างต้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาและตกลงร่วมกัน ระหว่าง บริษัทและ รฟท.
กพอ.ชี้ชะตาสถานะไฮสปีด
ขณะที่ทางออกของโครงไฮสปีด เชื่อม 3 สนามบิน แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี กล่าวว่า สถานะของโครงการยังคงต้องรอความชัดเจนจากการประชุม บอร์ดกพอ.โดยประเด็นหลักสำคัญในการตัดสินใจเรื่องนี้ คือ การพิจารณาว่าจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่อย่างไร โดยมีเงื่อนไขจากภาคเอกชนระบุว่า หากไม่มีการแก้ไขสัญญาตามที่เสนอไปจะไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ ซึ่งทางออกในขณะนี้จึงมีอยู่สองทางหลัก คือ การพิจารณาแก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้ หรือการตัดสินใจเลิกสัญญาไปเลยหากไม่สามารถตกลงกันได้
+ดัน Missing Link-ทางคู่ เชื่อมอู่ตะเภา
ต่อกรณีดังกล่าว กระทรวงคมนาคม ระบุว่า มีแผนพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้เชื่อมต่อการเดินทาง 3 สนามบิน โดยเร่งพัฒนาโครงการรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ - พญาไท - มักกะสัน - หัวหมาก และช่วงบางซื่อ - หัวลำโพง (Missing Link) ระยะทาง 25.9 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 44,573.85 ล้านบาทเพื่อเชื่อมโครงข่ายรถไฟในเขตกรุงเทพมหานครให้สมบูรณ์ รวมถึงการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ติดไฟฟ้า ช่วงหัวหมาก - ฉะเชิงเทรา - อู่ตะเภา ระยะทางรวม 187 กิโลเมตร ทำความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สำหรับข้อเสนอแนวทางออกสัญญาร่วมลงทุนโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน โดยผลหารือร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย รฟท., สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด มี 2 แนวทางเพื่อเตรียมนำเสนอที่ประชุม กพอ. พิจารณา ประกอบด้วย
1.แนวทางแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เดิม ซึ่งหาก กพอ.เห็นชอบตามแนวทางนี้จะเดินหน้าโครงการตามเงื่อนไขที่หารือ และเป็นไปตามร่างแก้ไขสัญญาแก้ไขที่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยจะเสนอ ครม.ขออนุมัติแก้ไขหลักการ และลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน
2.แนวทางสิ้นสุดสัญญา โดยกรณีนี้เกิดขึ้นหาก กพอ.พิจารณาว่าแก้ไขสัญญาไม่ได้จะนำไปสู่กระบวนการพิจารณาเหตุสิ้นสุดสัญญา ซึ่ง รฟท.และเอกชนคู่สัญญาต้องกลับมาพิจารณาข้อกฎหมาย
เปิดคำให้การกลุ่มซีพี ปมไฮสปีด
ขณะที่ บริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด เครือ ซีพี ได้ทำหนังสือ ทำถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 (แจ้งใช้สิทธิเลิกสัญญา) ลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจ นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ และหม่อมหลวงสุภสิทธิ์ ชุมพล ระบุว่า หัวใจของจดหมายอยู่ที่การยืนยัน เงื่อนไขบังคับก่อนข้อ 6.1 (3) เรื่องบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังไม่สำเร็จนั้น มิได้เกิดจากการที่บริษัทละเลย เพิกเฉย หรือจงใจประวิงเวลา ถ้อยคำสำคัญที่บริษัทใช้ย้ำในจดหมายคือ บริษัทได้ “ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดโดยสุจริต” ในการดำเนินการให้เงื่อนไขสำเร็จครบถ้วน และเน้นว่าการที่เงื่อนไข BOI ยังไม่สำเร็จเป็นผลจากเหตุปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ไม่ใช่การกระทำโดยจงใจหรือการประวิงเวลาของบริษัทแต่อย่างใด
ขณะที่ผ่านมา บริษัทได้มีการหารือและประชุมร่วมกับ รฟท. สกพอ. และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง โดยให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด การเจรจาแก้ไขสัญญาต่อเนื่องหลายปีจนเกิดบันทึกข้อตกลง และหนังสือขยายเวลารวม 15 ฉบับ
บริษัทเอเชีย เอราวัน ระบุว่า ตลอดกว่า 6 ปีนับจากลงนามสัญญาเมื่อ 24 ตุลาคม 2562โครงการเผชิญเหตุการณ์นอกการควบคุมต่อเนื่อง ทั้งการระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งดันราคาน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และต้นทุนทางการเงินให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนกระทบความเป็นไปได้ทางการเงินของโครงการโดยตรง
ที่น่าสนใจที่สุดของจดหมาย คือคำอธิบายว่าทำไมบริษัทถึงยังไม่ยื่นขอบัตร BOI ทั้งที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ค้างคาโครงการมาหลายปี โดยในเอกสารได้อธิบายว่า ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุนแล้ว และเนื่องจากโครงการนี้เป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่ซับซ้อนและมีมูลค่ามหาศาล สำนักงาน BOI จึงแนะนำให้บริษัท เจรจาแก้ปัญหาโครงการให้ได้ข้อยุติและมีข้อมูลชัดเจนเสียก่อน แล้วจึงค่อยยื่นขอบัตร แต่การแก้สัญญากลับยังไม่ได้รับอนุมัติจาก กพอ. เมื่อเกิดวงจรนี้บริษัทก็ยื่นขอ BOI ไม่ได้ รฟท.ก็ออกหนังสือ แจ้งให้เริ่มงาน (NTP) เพื่อเริ่มก่อสร้างไม่ได้







