thansettakij
thansettakij
‘ดีพร้อม’ ปั้นอุตฯป้องกันประเทศ 5 หมื่นล้าน สู่ New Growth Engine ไทย

‘ดีพร้อม’ ปั้นอุตฯป้องกันประเทศ 5 หมื่นล้าน สู่ New Growth Engine ไทย

เปิดแผนปั้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ New Growth Engine ไทย ดันตลาดทะลุ 5 หมื่นล้านบาท ดีพร้อมเร่งเครื่อง ดันผู้ผลิตไทยเข้าห่วงโซ่อุตสาหกรรมรับความต้องการพุ่ง

KEY

POINTS

  • กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) ตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ของไทย
  • ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมและกระทรวง อว. เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ พร้อมเตรียมจัดงาน THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่สากล
  • มุ่งเน้นการพัฒนา 4 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ, การยกระดับมาตรฐานการผลิต, การผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ผลิตเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน

ปัจจุบันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากงบประมาณด้านการเสริมสร้างกำลังกองทัพปี 2569 ที่อยู่ที่ 34,076 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% จากปีก่อน ตามข้อมูลของศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม สะท้อนการให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงของประเทศ

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้จับมือกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ภาคการผลิต พร้อมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ ผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยสู่ระดับสากล ผ่านการจัดงาน THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) เป็นครั้งแรก

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM หรือ ดีพร้อม) ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและยกระดับขีดความสามารถการผลิต เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยตนเอง

 

เร่งพัฒนา 4 มิติ ยกระดับอุตสาหกรรม

การขับเคลื่อนจะมุ่งเน้น 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้ผลิตชิ้นส่วน วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีตามมาตรฐานสากล, การยกระดับมาตรฐานการผลิตและระบบทดสอบรับรองผลิตภัณฑ์, การผลักดันงานวิจัยสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย เพื่อเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานทั้งในและต่างประเทศ

‘ดีพร้อม’ ปั้นอุตฯป้องกันประเทศ 5 หมื่นล้าน สู่ New Growth Engine ไทย

 

ปัจจุบันมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจาก 20,000 ล้านบาทในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่มีโรงงานที่เกี่ยวข้องกว่า 267 แห่ง ในจำนวนนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือราว 57% สะท้อนความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

“ดีพร้อมได้รับมอบหมายในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ยกระดับศักยภาพการผลิต และวิเคราะห์ทิศทางอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและผลักดันไทยสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยศักยภาพของตนเอง” 

ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอนาคต

ดีพร้อมมองว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคตของไทย โดยใช้แรงงานและวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ถือเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่จะช่วยสร้างโอกาสใหม่และทางรอดให้อุตสาหกรรมไทยที่กำลังเผชิญความท้าทาย

ปัจจัยสำคัญคือการสร้างตลาดผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับมาตรฐานการผลิต ที่ผ่านมา ดีพร้อมร่วมกับหลายหน่วยงานพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง เช่น โดรน ระบบ Anti-Drone รองเท้าป้องกันการเหยียบระเบิด ชุดช่วยผ่อนแรง (Exoskeleton) สำหรับเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ในสมรภูมิ ผ้าคลุมป้องกันการตรวจจับด้วยอินฟราเรด และบังเกอร์เคลื่อนย้ายได้ ซึ่งหลายโครงการผ่านการทดสอบใช้งานจริงและพัฒนาตามความต้องการของกองทัพ

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้สู่ภาคการผลิต ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถพัฒนากระบวนการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานยุทโธปกรณ์”

ทั้งนี้งาน THAIDEF-EX 2026 เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่การผลิตจริง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในเวทีสากล

ดัน SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดิม เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ มีศักยภาพปรับตัว (Transform) สู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หากได้รับการสนับสนุนจากนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยการจัดซื้อของภาครัฐจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างตลาด ทำให้ SMEs ไทยก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในแต่ละระดับ (Tier) และเป็นซัพพลายเชนสำคัญของอุตสาหกรรม ช่วยให้เกิดการใช้วัตถุดิบและการผลิตภายในประเทศมากขึ้น

‘ดีพร้อม’ ปั้นอุตฯป้องกันประเทศ 5 หมื่นล้าน สู่ New Growth Engine ไทย

 

ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของอาเซียน โดยมีผู้ประกอบการไทย เช่น เครือชัยเสรี ที่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ป้องกันประเทศไปยังต่างประเทศได้แล้ว

แนวทางการส่งเสริมของดีพร้อมจะเริ่มจากการหารือกับกระทรวงกลาโหม เพื่อกำหนดความต้องการผลิตภัณฑ์ ก่อนเชื่อมโยงงานวิจัยกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนเข้าร่วมพัฒนา และต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยยึดความต้องการของตลาดเป็นตัวตั้ง

S-Curve ระยะ 3 ปั้น New Growth Engine

สำหรับแผน S-Curve ระยะที่ 3 (ปี 2570-2574) กระทรวงอุตสาหกรรมจะขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสีเขียว การยกระดับการผลิตด้วยศักยภาพของ Deep Tech Startups และ SMEs ไทยด้าน AI หุ่นยนต์ และระบบไร้คนขับ รวมถึงการร่วมทุนกับต่างประเทศที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง

“เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงและอำนาจอธิปไตยในการผลิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว”