KEY
POINTS
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นที่สหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการบุกกรุงการากัสของเวเนซุเอลา และจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และจะส่งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐไปฟื้นฟูการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา ว่า ผลกระทบกับประเทศไทยคงมีไม่มากเท่าใดนัก เนื่องจากไทยไม่ได้มีการค้าขายกับเวเนซุเอลามากนัก
โดยในช่วงสั้นมองว่าผลกระทบน่าจะมาจากอาการตกใจเล็กน้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้น ส่วนที่ต้องติดตามในระยะยาวก็คือ การที่สหรัฐฯจะส่งบริษัทน้ำมันเข้าไปควบคุม หรือบริหารจัดการระบบน้ำมันสำรองที่เวเนซุเอลามีปริมาณมากที่สุดในโลก
ส่วนในระยะยาวไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นผลดีต่อราคาพลังงานโลก ที่อาจถูกลง จากเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่ถูกคว่ำบาตร หรือแซงชั่น (Sanction) ไม่ให้ขายน้ำมันมาโดยตลอด
ทั้งนี้ ลูกค้าหลักของเวเนซุเอลาก็คือประเทศจีน รัสเซีย และประเทศพันธมิตรของทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวซึ่งไม่เกรงกลัวการคว่ำบาตร โดยจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่นั้นอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง เพราะแหล่งน้ำมันถูกสหรัฐควบคุม
“ในระยะยาวราคาพลังงานอาจจะมีแนวโน้มที่ดี ไม่แพงขึ้น เพราะนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตั้งแต่เห็นมาโดยเฉพาะช่วงทรัมป์ 2.0 ก็คือการพยายามควบคุมระดับราคาน้ำมันไม่ให้เกิน 60 เหรียญต่อบาร์เรลมาตลอด ซึ่งแตกต่างจากสมัยของโจ ไบเดนที่เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง หรือสงครามเฉพาะจุดใดที่มีความเปราะบางราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุเกิน 100 เหรียญฯต่อบาเรล”
อย่างไรก็ตาม กับสถานการณ์ในปัจจุบันไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์สู้รบกันที่ใด หรือแม้กระทั่งสถานการณ์สู้รบชายแดนไทยกับกัมพูชาก็ไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมัน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 60 เหรียญฯต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ ด้วยนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์จากการดำเนินการเรื่องการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ก็มีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาเงินเฟ้อ หรือทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ดังนั้นการทำให้ราคาน้ำมันไม่เพิ่มสูงขึ้น หรือเฉลี่ยไม่เกิน 60 เหรียญฯต่อบาเรลก็คือการแก้ปัญหาเงินเฟ้อทางอ้อม
“การที่สหรัฐฯเข้าไปบริหารจัดการน้ำมันในเวเนซุเอลาในเชิงผลกระทบต่อราคาพลังงานคาดว่าไม่น่าจะมี และในระยะยาวอาจจะเป็นผลดีที่ราคาพลังงานถูกกดไว้ที่ราคาประมาณ 60 เหรียญฯต่อบาร์เรลไปอีกนาน ซึ่งประเทศที่ใช้พลังงานมากอย่างไทยก็จะได้รับอานิสงส์ที่ดีตามไปด้วย”
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า นอกจากประโยชน์ทางตรงกับสหรัฐฯในการควบคุมเงินเฟ้อแล้วนั้น ในทางอ้อมก็คือเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ หรือจีโอโพลิติก (Geopolitics) ประกอบด้วย
“โดยสรุปก็คือผลกระทบโดยตรงกับไทยมีไม่มาก เพราะค้าขายกันน้อย แต่ผลกระทบกับโลกเวลานี้ อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์แบบชัดเจน ซึ่งหลังจากนี้ต้องดูว่าเมื่อสหรัฐนำประธานาธิบดีเวเนซุเอลาขึ้นศาล จะถูกลงโทษอย่างไร และรักษาการณ์ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาจะยอมทำตามสหรัฐ หรือเรียกร้องอะไรหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นเข้าใจว่ามีการประกาศว่าไม่ยอมสหรัฐ และถือว่าเป็นการล่วงอธิปไตยของเวเนซุเอลา”
หลังจากนี้ก็ต้องดูว่าสหรัฐจะส่งบริษัทพลังงานเข้าไปควบคุมน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาแบบที่ตั้งใจไว้ได้จริงหรือไม่ รวมถึงความเคลื่อนไหวของประเทศไม่เห็นต้วยต่อการกระทำของสหรัฐดังกล่าว ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายผลไปสู่ปัญหาอื่น หรือบานปลายออกไปมากน้อยแค่ไหน โดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ในเวลานี้ และคำขู่ที่จะจัดการกับประเทศอื่นในลำดับต่อไปจะทำได้จริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลก็คือการที่เศรษฐกิจทั่วโลกปี 2569 ไม่ดี หรือหดตัวมากว่าปี 2568 จากการคาดการณ์ขององค์กรทางด้านเศรษฐกิจของโลกหลายแห่ง โดยถือเป็นสัญญาณถึงไทยซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมาก
โดยหากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ดีก็จะทำให้ยอดการซื้อขายลดลง ยิ่งมีปัญหาระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลาเข้ามาเพิ่มเติม ก็ยิ่งทำให้ปัจจัยลบมีมากขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ช่วงปลายปี 68 ก่อนที่จะมีสงคราม ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงอย่างมากทางด้านส่งออกของไทยในปี 2569
“ปัญหาเดิมที่มีอยู่ของไทยเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าใดนัก ขณะที่ค่าเงินบาทซึ่งแข็งค่าที่สุดในภูมิภาคก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่ได้ เมื่อมาเกิดปัญหาเรื่องการหารายได้ของไทยจากตลาดโลกที่บรรยากาศไม่ดี กำลังซื้อลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากสงครามดังกล่าว จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางด้านส่งออก ที่จากเดิมองค์กรทางด้านเศรษฐกิจหลายสำนักคาดว่าจะโตเหลือ 1.5-1.6% “