บีโอไอ นัดถกปลดล็อค ‘ผังเมือง-ที่ดิน’ รองรับการลงทุน EEC ล็อตใหญ่

05 ม.ค. 2569 | 05:12 น.

บีโอไอ เตรียมหารือหลายหน่วยงาน ปลดล็อคปัญหาความต้องการที่ดินรองรับการลงทุน EEC เตรียมแก้ผังเมือง ทางสาธารณะ-ลำรางสาธารณะ เล็งขยายพื้นที่รับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์

KEY

POINTS

  • บีโอไอ เปิดข้อมูลที่ดินสำหรับอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะแปลงใหญ่มีเหลือน้อยและราคาสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนขนาดใหญ่
  • ปัญหาหลักเกิดจากข้อติดขัดด้านผังเมืองและทางสาธารณะที่ใช้เวลานานในการแก้ไข บีโอไอจึงตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อเร่งรัดปลดล็อคปัญหาดังกล่าว
  • นอกจากแก้ปัญหาใน EEC บีโอไอยังมีแผนปฏิรูปกฎหมายที่ดินที่ล้าสมัย และเตรียมเปิดพื้นที่การลงทุนใหม่ในภูมิภาคอื่นเพื่อกระจายการลงทุน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอเตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาความต้องการที่ดินรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  หรือ EEC ซึ่งที่ผ่านมา บีโอไอได้ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านที่ดิน เพื่อประสานงานระหว่าง 4 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กรมโยธาธิการและผังเมือง และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเร่งรัดการออกผังเมืองและแก้ปัญหาทางสาธารณะแล้ว

"ปัญหาเรื่องที่ดินวันนี้ ที่ดินที่รองรับอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่หลักอย่าง EEC ที่เป็นที่ดินผืนใหญ่ ๆ และเป็นสีม่วงเหลือน้อยมากและก็ราคาสูงมาก วันนี้บรรดานิคมอุตสาหกรรมจริง ๆ เราต้องการผลักดันให้การลงทุนไปอยู่ในนิคมให้มากที่สุด เพราะว่าหนึ่ง คือโครงสร้างพื้นฐานพร้อม สองคือเรามั่นใจเรื่องการควบคุมดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่วันนี้ในที่ดินในนิคมที่เป็นผืนใหญ่เกิน 50 ไร่เหลือน้อยแล้วราคาสูง เราจึงต้องเพิ่ม supply ที่ดินให้มากกว่านี้" นายนฤตม์  ยอมรับ

นายนฤตม์ กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่ผ่านมามีโอไอ ได้ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านที่ดิน โดยคณะอุนกรรมการชุดนี้จะพิจารณาแนวทางการแก้ไขเรื่องผังเมือง ภายหลังจากพิจารณาข้อมูลในพื้นที่แล้วพบว่า ปัจจุบันที่ดินหลายแห่งติดเรื่องทางสาธารณะหรือบางส่วนติดลำรางสาธารณะที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือไม่มีคนใช้ แต่ยังคงมีอยู่ในแผนที่ ซึ่งถ้าไม่ปลดล็อคก็ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ในการปลดล็อคทางสาธารณะหรือลำรางสาธารณะที่ผ่านมาต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 7-8 ปี

"ตอนนี้มีบางโครงการค้างไป 10 กว่าปี เพราะติดปัญหานี้ โดยการแก้ไขมี 10 กว่าขั้นตอนคือต้องไปเริ่มต้นจากในท้องถิ่นก่อน โดยต้องให้ชาวบ้านเห็นชอบ อบต.ไฟเขียวแล้วขึ้นมาถึงระดับจังหวัด ก่อนขึ้นมาถึงในอำเภอแล้วจึงขึ้นมาจังหวัด เมื่อเสร็จก็เข้ามาที่กรมที่ดิน แต่หลายโครงการติด เพราะยังไม่ผ่านท้องถิ่นเลย ทำให้โครงการลงทุนหลายโครงการติดปัญหานี้จำนวนมาก ดังนั้นบีโอไอจึงตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาร่วมกันแก้ปัญหา" นายนฤตม์ กล่าว

เลขาฯบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอจะเร่งจัดลำดับความสำคัญของการแก้ปัญหาให้กับโครงการลงทุน โดยปัจจุบันมีประมาณ 20 กว่าโครงการที่ติดปัญหาที่ดิน เบื้องต้นบีโอไอจะเร่งผลักดันโครงการที่ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบจนอยู่ในขั้นตอนท้าย ๆ ให้สำเร็จก่อนภายในช่วงต้นปี 2569 

ส่วนในการปฏิรูปกฎหมายระยะยาว ขณะนี้ได้มีทีมของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างถาวร เนื่องจากประมวลกฎหมายที่ดินเดิมมีอายุเก่าแก่กว่า 70-80 ปี และไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงต้องเร่งหาทางปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันด้วย

ขณะเดียวกันนอกจากปัญหาที่ดินที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC บีโอไอ ยังเห็นว่าควรต้องเตรียมพิจารณาเปิดพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับการลงทุน เพื่อไม่ต้องให้นักลงทุนไปกระจุกตัวที่ EEC เท่านั้น ยกตัวอย่างพื้นที่ศักยภาพเช่น ภาคเหนือ ปัจจุบันมันมีคลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่จังหวัดลำพูน และมีนิคมฯ อยู่แล้ว และยังอยู่ใกล้สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ 

อีกทั้งยังมีเหมืองถ่านหินของแม่เมาะที่เขากำลังอยากจะปรับมาเป็นพลังงานสะอาด รวมทั้งแหล่งน้ำหลายพันไร่ จึงสามารถขยายพื้นที่การลงทุนไปยังลำพูนหรือลำปางได้ เบื้องต้นมองว่าพื้นที่จังหวัดลำพูนและลำปาง สามารถจะพัฒนาเป็นคลัสเตอร์สำหรับกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยสามารถพัฒนาเป็นจุดศูนย์กลางการลงทุนในภาคเหนือ ซึ่งมีความเป็นไปได้ แต่ก็ต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงานก่อน 

ส่วนอีกพื้นที่ที่ต้องเร่งหาทางพัฒนาคือ การจัดหาพื้นที่รองรับอุตสาหกรรม Data Center เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมักอยู่ในพื้นที่ EEC บริเวณจังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งพื้นที่ที่จะรองรับอุตสาหกรรมนี้ จำเป็นต้องมีพลังงานไฟฟ้ารองรับจำนวนมาก 

ล่าสุด บีโอไออยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อร่วมกันพิจารณาแผนที่การใช้ไฟฟ้า (Power Map) เพื่อจะบอกว่าจะมีพื้นที่ไหนบ้างที่มีไฟฟ้าเหลือไฟฟ้าเพียงพอ จากนั้นจึงทำงานร่วมกันเพื่อจะหาพื้นที่ที่เหมาะสมรองรับการลงทุน Data Center

อีกตัวอย่างหนึ่งคือพื้นที่ภาคอีสาน ที่มีพื้นที่และแรงงานจำนวนมาก น่าจะมีโอกาสที่จะเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการลงทุนในสาขาที่อาจจะใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น หรือการเชื่อมโยงกับจีนตอนใต้ เช่น อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป หรือการแปรรูปวัตถุดิบการเกษตร ซึ่งทั้งหมดมันเป็นตัวอย่างที่เห็นว่าในเรื่องของที่ดินนอกจากเราปลดล็อคปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดใน EEC แล้วก็จำเป็นต้องพยายามเปิดพื้นที่ใหม่อื่น ๆ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใดที่คิดว่าน่าจะเหมาะไปลงทุนในพื้นที่นั้น ๆ ต่อไป