KEY
POINTS
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พรรคการเมืองแต่ละพรรคทยอยเปิดนโยบายหาเสียงกันอย่างคึกคัก "ฐานเศรษฐกิจ" จึงได้เปิดพื้นที่สัมภาษณ์เชิงลึกใน โครงการ Thailand Redesign โดยเชิญ ศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ร่วมสะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างต่อทิศทางประเทศในอีกทศวรรษข้างหน้า
ศ.ดร.อรรถกฤต กล่าวว่า โครงสร้างที่ต้องเปลี่ยนก่อนหากต้องออกแบบประเทศไทยใหม่ทั้งระบบ มี 4 ด้านที่สำคัญนั่นคือ
1. โครงสร้างสถาบัน คือ “ตัวแปรต้น” ของทุกนโยบายระบบสถาบันที่ดีจะลด Transaction Cost ในการบริหารรัฐลดแรงจูงใจเชิงอุปถัมภ์และคอร์รัปชัน ทำให้งบประมาณถูกใช้ไปกับ “การสร้างงานและพัฒนาทักษะแรงงาน” จริง โดยประเทศที่ล้มเหลวทางเศรษฐกิจ มักไม่ใช่เพราะขาดทรัพยากร แต่เพราะโครงสร้างอำนาจบิดเบี้ยว จนทำให้นโยบายถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์สาธารณะ
2. โครงสร้างอำนาจกำหนด “พฤติกรรมรัฐ” มากกว่าความตั้งใจเชิงนโยบาย ถ้าหากระบบตรวจสอบอ่อนแอ จะทำให้รัฐมีแรงจูงใจใช้งบประมาณแบบระยะสั้น เช่นเดียวกันหากอำนาจรวมศูนย์สูงโดยไร้ถ่วงดุล จะทำให้นโยบายแรงงานจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และถ้าหากระบบสถาบันไม่เป็นอิสระ จะทำให้การกระจายอำนาจจะเพิ่มคอร์รัปชันแทนที่จะเพิ่มการจ้างงาน
ดังนั้น ต่อให้มีนโยบายแรงงานหรือภาษีที่ “ออกแบบดี” แค่ไหนถ้าโครงสร้างอำนาจไม่เปลี่ยน ผลลัพธ์จะไม่เปลี่ยน
3. อัตราการจ้างงาน คือตัวชี้วัดความอยู่รอดของประเทศ โดยโครงสร้างอำนาจที่สมดุล ระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ทำงานจริง สถาบันทางการเมืองที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมล้วนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ นั่นคือ การจ้างงาน-รายได้-การลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่เสถียรภาพทางการเมือง หากประเทศใดไม่สามารถสร้างงานได้อย่างยั่งยืน สุดท้ายจะเผชิญหนี้ครัวเรือนสูง ความเหลื่อมล้ำรุนแรง ความชอบธรรมของรัฐลดลง
4. ทำไมไม่เริ่มที่เศรษฐกิจหรือการศึกษา? ขอให้เหตุผลเชิงลึกว่า การศึกษา คือผลลัพธ์ของโครงสร้างงบประมาณ ขณะที่เศรษฐกิจ คือผลลัพธ์ของแรงจูงใจเชิงสถาบัน และเทคโนโลยี คือเครื่องมือ ไม่ใช่โครงสร้าง ดังนั้นหากโครงสร้างอำนาจยังเอื้อระบบอุปถัมภ์ จะส่งผลให้งบการศึกษาจะไม่ลงที่คน ทำให้นโยบายเศรษฐกิจจะไม่สร้างผลิตภาพ และเทคโนโลยีจะถูกใช้เพื่อควบคุม มากกว่าสร้างโอกาส
ศ.ดร.อรรถกฤต ยอมรับว่า โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ของไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ควรสร้างความมั่งคั่งจากผลิตภาพแรงงานเชิงทักษะ โดยอัตราการจ้างงานที่มีคุณภาพคือหัวใจของความมั่งคั่ง ไม่ใช่แค่จำนวนการจ้างงาน ประเทศไทยควรสร้างความมั่งคั่งจากแรงงานทักษะกลางถึงสูง การฝึกทักษะใหม่ที่เชื่อมกับตลาดจริง
โดยแรงงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มไม่ใช่แรงงานทดแทนได้ง่าย นี่คือการเปลี่ยนจากการใช้แรงงานเพื่อแข่งขันด้านราคา มาสู่การใช้ทักษะเพื่อแข่งขันด้านมูลค่า
“ความมั่งคั่งจากเศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรมที่เชื่อมแรงงาน ไม่ใช่นวัตกรรมแบบเทคโนโลยีลอยๆ แต่เป็นนวัตกรรมที่ผูกกับการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่แรงงานจริง การเพิ่มผลิตภาพไม่ใช่แค่เพิ่มเครื่องจักร ประเทศที่ล้มเหลวคือประเทศที่นำเทคโนโลยีมาแทนแรงงานแต่ไม่ยกระดับแรงงานให้ใช้เทคโนโลยีได้”
ศ.ดร.อรรถกฤต เห็นว่า รัฐไทยไม่ควรถูกทำให้เล็กด้วยการลดบทบาท แต่ต้องเล็กลงด้วยการเปลี่ยนบทบาท จากรัฐผู้ทำเป็นรัฐผู้ออกแบบ กำกับ และสร้างแรงจูงใจ รัฐเล็กแต่ฉลาดต้องตัดภารกิจที่ซ้ำซ้อนระหว่างกระทรวง ยุบหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารเอกสารมากกว่านโยบาย รวมหน่วยงานกำกับที่กระจัดกระจาย ไม่ใช่การลดคนแบบสุ่ม แต่คือการลดงานที่ไม่สร้างมูลค่า เพิ่มสมรรถนะรัฐผ่านข้อมูลผสมกับกลไกการตรวจสอบ
ทั้งนี้ความสามารถของรัฐไม่ได้วัดจากขนาด แต่จากความสามารถในการใช้ข้อมูล ความโปร่งใส การตรวจสอบถ่วงดุล รัฐไทยควรถูกออกแบบให้ใช้ข้อมูลเดียวกันทั้งระบบ โดยใช้ข้อมูลแรงงาน งบประมาณ ภาษีเชื่อมกัน และให้สาธารณะตรวจสอบได้ในระดับนโยบาย
ศ.ดร.อรรถกฤต ชี้ปัญหาเชิงโครงสร้างของคน แรงงาน ค่าแรงไทย มี 3 ประการที่เชื่อมโยงกันเป็นวงจร ได้แก่ การศึกษาแยกขาดจากตลาดแรงงาน เรียนจบแต่ไม่ตรงทักษะ ทักษะแรงงานไม่ถูกแปลงเป็นผลิตภาพ ผลิตภาพต่ำแม้คนทำงานหนัก โครงสร้างค่าแรงไม่สะท้อนคุณค่าแรงงานจริง และรายได้ไม่โต นำไปสู่หนี้และความเปราะบางทางสังคม
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาปัจเจก แต่คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐและตลาดแรงงาน ระบบการศึกษาควรถูกออกแบบใหม่จากระบบผลิตปริญญาสู่ระบบสร้างสมรรถนะ การศึกษาในเศรษฐกิจยุคใหม่ต้องไม่ยึดกับวุฒิการศึกษาเป็นหลัก แต่ยึดกับทักษะที่ตลาดต้องการจริง การออกแบบใหม่ควรแยกการรับรองทักษะออกจากการเรียนในระบบ เปิดให้เกิดการรับรองทักษะย่อยที่ต่อเชื่อมได้ ให้รัฐทำหน้าที่กำกับมาตรฐาน ไม่ใช่ผูกขาดการสอบ
ส่วนในด้านความเป็นธรรมที่ยั่งยืน ศ.ดร.อรรถกฤต ชี้ว่า ไม่ได้เกิดจากการเก็บภาษีหนักหรือแจกสวัสดิการมาก แต่เกิดจากระบบภาษีสวัสดิการที่ลดต้นทุนความเหลื่อมล้ำโดยไม่ทำลายแรงจูงใจในการทำงาน การลงทุน และการเพิ่มผลิตภาพ ภาษีต้องเก็บจากฐานที่ไม่ทำลายผลิตภาพ
ดังนั้นรัฐควรขยับไปสู่ภาษีทรัพย์สินและที่ดิน ภาษีจากกิจกรรมที่สร้างต้นทุนทางสังคม ภาษีที่มีโครงสร้างเรียบง่ายแต่จัดเก็บได้จริง หลักคือเก็บภาษีจากผลเสียต่อสังคมมากกว่าความขยันของคนทำงาน
ศ.ดร.อรรถกฤต กล่าวว่า ประเทศไทยจะกลับมาแข่งขันได้ไม่ใช่ด้วยการให้สิทธิพิเศษมากขึ้น แต่ด้วยการออกแบบกติกา สถาบัน แรงงาน ให้ทุนคุณภาพทำกำไรได้จากผลิตภาพไม่ใช่จากการวิ่งเต้น เปลี่ยนจากรัฐแจกสิทธิเป็นรัฐออกแบบสนามแข่งขัน ประเทศที่ดึงทุนคุณภาพได้ไม่ได้ชนะเพราะให้สิทธิพิเศษสูงสุด แต่เพราะกติกาชัด สถาบันน่าเชื่อถือ ต้นทุนการทำธุรกรรมต่ำ และแรงงานพร้อม
ด้านบทบาทไทยบนเวทีโลกท่ามกลาง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยไม่ควรเลือกข้างมหาอำนาจแต่ต้องเลือกบทบาทของตนเองให้ชัด จากประเทศที่ปรับตัวตามโลกเป็นประเทศที่โลกต้องคำนึงถึง โดยวางตำแหน่งตนเองเป็นตัวเชื่อมเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศที่เชื่อมระบบเศรษฐกิจ การทูต และความมั่นคงระหว่างหลายขั้วโดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของขั้วใด นี่ไม่ใช่ความเป็นกลางแบบนิ่ง แต่คือความเป็นกลางเชิงรุก
ขณะที่ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ไม่ได้เกิดจากเมืองเล็กหรือชนบทอ่อนแอ แต่เกิดจากโครงสร้างที่ทำให้โอกาสกระจุกตัว การออกแบบเมืองและโครงสร้างพื้นฐานจึงต้องกระจายความสามารถในการสร้างรายได้ไม่ใช่แค่กระจายงบประมาณ
ศ.ดร.อรรถกฤต เสนอว่า เมืองควรถูกออกแบบใหม่จากเมืองตามขนาดสู่เมืองตามบทบาท เลิกแบ่งเมืองเป็นเมืองใหญ่ เมืองรอง ชนบท แล้วออกแบบตามเมืองอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เมืองนวัตกรรมการศึกษา เมืองเกษตรมูลค่าสูง เมืองโลจิสติกส์การค้า เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ
สำหรับนโยบายเร่งด่วนหลังเลือกตั้ง ศ.ดร.อรรถกฤต เชื่อว่า นโยบายเร่งด่วนที่ดีต้องเห็นผลเร็ว ต้นทุนต่ำ ไม่ล็อกอนาคต และส่งสัญญาณทิศทางประเทศ รัฐบาลใหม่ไม่ควรเริ่มจากนโยบายใช้เงินก้อนใหญ่ โครงการถาวรที่ย้อนกลับไม่ได้ และการแก้กฎหมายใหญ่ทั้งระบบ แต่ควรเลือกนโยบายที่ลดต้นทุนชีวิตประชาชนทันที ลดคอขวดเชิงระบบ ไม่สร้างภาระการคลังระยะยาว โดยสะท้อนวิธีคิดรัฐบาลมากกว่าจำนวนเงิน
“นโยบายเร่งด่วนอันดับหนึ่งควรปลดล็อกคอขวดรัฐ ทำให้รัฐทำงานได้ทันที เนื่องจากปัญหาหลักของไทยวันนี้ไม่ใช่ไม่มีนโยบาย แต่คือรัฐตัดสินใจช้า ติดขั้นตอน และขาดความเชื่อถือ การแก้จุดนี้ไม่ต้องใช้งบมาก เห็นผลเร็ว และส่งสัญญาณเชิงสถาบันทันที”
ด้านเศรษฐกิจ ควรลดต้นทุนไม่ใช่แจกเงิน แทนการอุดหนุนขนาดใหญ่ ควรเลือกลดขั้นตอนขออนุญาตธุรกิจ ลดค่าธรรมเนียมรัฐที่ไม่จำเป็น ขยายเครดิตภาษีชั่วคราวให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่จ้างงานจริง ด้านแรงงานควรพยุงการเปลี่ยนผ่าน แทนการขึ้นค่าแรงแบบถาวรทันที ควรใช้เงินอุดหนุนค่าจ้างชั่วคราว เพื่อสนับสนุนค่าฝึกทักษะระยะสั้น ช่วยคนเปลี่ยนงานไม่ใช่แช่ไว้ที่เดิม
“รัฐและพรรคการเมืองควรหยุดใช้นโยบายระยะสั้นแก้ปัญหาระยะยาว ผ่านการแจกเงินแบบถาวรโดยไม่ผูกกับการทำงานหรือผลิตภาพ หรือกระตุ้นเศรษฐกิจซ้ำๆ โดยไม่แก้โครงสร้าง เพราะผลลัพธ์คือหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น คนไม่หลุดจากกับดักรายได้ต่ำ และภาระตกกับรัฐบาลรุ่นถัดไป การแจกเงินไม่ผิด แต่การแจกแทนการปฏิรูปคือการผลักปัญหาไปข้างหน้า”
หากต้องเลือกเปลี่ยนทิศทางประเทศได้เพียงเรื่องเดียวภายใน 1 วาระรัฐบาล ศ.ดร.อรรถกฤต เสนอว่า ต้องปฏิรูปกลไกการตัดสินใจของรัฐ ให้ตัดสินใจได้เร็ว ตรวจสอบได้จริง และมีความรับผิดชอบที่ชัดเจน เพราะหากรัฐยังตัดสินใจช้าและติดคอขวดอำนาจ นโยบายใดๆ ก็ไม่อาจพาประเทศเดินหน้าได้ การเปลี่ยนวิธีตัดสินใจของรัฐจึงเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่สุดเพื่อไม่ให้ประเทศไทยถอยหลังอีก