KEY
POINTS
ท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้ง 2569 ที่เข้มข้นและเต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาทางนโยบาย ฐานเศรษฐกิจ ได้จัดทำแบบสำรวจเชิงลึกในโครงการ “Thailand Redesign: อนาคตออกแบบได้” เพื่อรวบรวมมุมมองเชิงโครงสร้างจากผู้นำภาคธุรกิจและนักคิดระดับประเทศ
เสียงสะท้อนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อเสนอเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือความพยายามร่วมกันในการวาง “พิมพ์เขียว” เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและปัญหาระบบราชการที่เรื้อรังมานานหลายทศวรรษ
ผู้นำธุรกิจต่างมองเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญที่หากไม่เริ่มเปลี่ยนที่ “กระดุมเม็ดแรก” คือโครงสร้างรัฐและการตัดสินใจ เชิงนโยบาย ความพยายามปฏิรูปในด้านอื่นๆ ก็อาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ให้เห็นว่าจุดชี้เป็นชี้ตายที่ต้องเร่งแก้ไขเป็นอันดับแรกคือโครงสร้างรัฐ และระบบการตัดสินใจเชิงนโยบาย เนื่องจากปัญหาหลักที่ผ่านมาไม่ใช่การขาดแผนงาน แต่คือความล่าช้า การขาดการ บูรณาการและนโยบายที่ขาดความ ต่อเนื่อง
กฎระเบียบที่ล้าสมัยจำนวนมหาศาลกลายเป็นต้นทุนแฝงที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างรุนแรง รัฐจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้เอื้ออำนวย” (Facilitator) โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมาเป็นแกนกลางในการทำงานเพื่อความโปร่งใสและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน, หากรัฐสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้ ภาคเอกชนจะเกิดความเชื่อมั่นและกล้าลงทุนในระยะยาว
สอดคล้องกับ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่เสนอแนวคิด “Economy Reset” เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำว่าภาครัฐยุคใหม่ต้องยึดหลัก “Speed & Transparency” หรือความรวดเร็วและโปร่งใสในการให้บริการภาคธุรกิจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือก่อนจะเริ่มการปฏิรูปราชการใดๆ รัฐต้องจัดการปัญหาคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาดภายใต้หลักการยึดถือธรรมาภิบาลและนิติธรรมที่ว่า “เทาไม่ทำ กรรมไม่เทา” เพื่อให้ระบบราชการไทยทันสมัยและแข่งขันได้ในระดับสากลเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน
ในมุมมองของผู้ประกอบการ SME นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เสนอให้ใช้สถาปัตยกรรมองค์กรที่มีเทคโนโลยี AI เข้ามาส่งเสริมเพื่อลดขนาดภาครัฐ (Lean) และเพิ่มผลิตภาพ (Productivity), โดยรัฐควรเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามารับจ้างช่วงงาน (Outsource) เพื่อเพิ่มความคล่องตัว
ขณะที่ นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ CEO บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ เน้นย้ำว่ารัฐต้องยกเครื่องเรื่องกฎหมายและการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ประชาชนมีหลักการดำเนินชีวิตที่แข็งแรง และเสนอให้นำ AI เข้ามาใช้ช่วยในกระบวนการทำงานของภาครัฐเพื่อความรวดเร็วและเพื่อลดปัญหาคอขวดที่เกิดจากการคอร์รัปชันในระดับนโยบาย
นายสุวิทย์ สรรพวิทยศิริ จากสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง เสนอทางออกที่เด็ดขาดคือ “Regulatory Guillotine” หรือการประกาศยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นภาระต่อการทำมาหากินของประชาชนทันที โดยมองว่ารัฐไทยถูกออกแบบมาให้ “ใหญ่และโง่” เพื่อการควบคุม ดังนั้นต้องเปลี่ยนเป็นรัฐที่กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ผู้ตอบแบบสอบถามอีกหลายคนยังเห็นพ้องในการนำ Digital Blockchain และ AI มาใช้ในระบบราชการเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นช่องว่างของการทุจริต พร้อมเสนอให้สร้าง Fast Track สำหรับโครงการเทคโนโลยี หากหน่วยงานรัฐไม่ตอบกลับภายใน 30 วัน ให้ถือว่าอนุมัติโดยอัตโนมัติ เพื่อปลดล็อกความล่าช้าที่เคยเกิดขึ้น
เมื่อโมเดลเดิมที่เน้นปริมาณและต้นทุนต่ำเริ่มถึงทางตัน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทย ระบุว่าประเทศไทยต้องมุ่งสู่การสร้างความมั่งคั่งจาก “มูลค่า” (Value)ไม่ใช่ “ปริมาณ” (Volume) รัฐบาลใหม่ต้องผลักดันเศรษฐกิจนวัตกรรมและการบริการคุณภาพสูงที่สามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลกได้ โดยต้องปลูกฝังแนวคิดแบบ Global Mindset ให้แก่ผู้ประกอบการไทย รัฐควรเปิดพื้นที่ให้เอกชนและท้องถิ่นร่วมออกแบบนโยบายและส่งเสริมการใช้ระบบดิจิทัลเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก
ทางด้าน นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เสนอการขยับสู่ Green Economy และ Circular Economy โดยใช้จุดแข็งในภาคเกษตรและชีวภาพมาต่อยอดผ่าน Food Science และ Biotechnology เชื่อมโยงกับอสังหาริมทรัพย์สีเขียวและอุตสาหกรรมบริการคุณภาพเพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค
สอดคล้องกับข้อเสนอของ นายวรพจน์ ถาวรวรรณ กรรมการผู้จัดการ เลอโนโว ประเทศไทย ที่มองเห็นโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งจากการนำเทคโนโลยี ไอทีมาผสานร่วมกับการเกษตร, เพื่อยกระดับภาคการผลิตพื้นฐานของไทยให้ทันสมัย
ขณะที่่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เสนอกรอบคิด “3H” เพื่อเป็นทางรอดของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ High Tech: ใช้เทคโนโลยีและ AI ขยายสเกลเศรษฐกิจ, High Touch: ชูจุดแข็งด้าน Hospitality, อาหาร และ Soft Power, High Trust: สร้างความน่าเชื่อถือของประเทศในระบบกฎหมายและการเงิน เพื่อไม่ให้โลกมองว่าไทยเป็นแหล่งฟอกเงินหรือสแกมเมอร์
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอว่าไทยต้องก้าวสู่ยุค Geo-Strategic Era โดยปรับบทบาทจากผู้ส่งออกในอดีตสู่การเป็น Supply Chain Hub ที่มีความเป็นกลางเชิงรุก (Active Neutrality) ไม่เลือกข้างแต่เลือกประเด็นที่รักษาประโยชน์ชาติ เช่นเดียวกับ ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ที่มุ่งเป้าให้ไทยเป็น “ชาติการค้า” (Trading Nation) ที่สร้างนักรบการค้าใหม่ที่เน้นนวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม
ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ประเมินว่า AI จะสร้างมูลค่าให้ไทยได้มหาศาลถึง 2.6 ล้านล้านบาทภายในปี 2030 ดังนั้นไทยต้องเปลี่ยนจากการส่งออกแรงงานราคาถูกมาเป็น การส่งออกบริการเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ เพื่อเป็น Tech Hub ของภูมิภาค รัฐต้องกล้าออกกฎระเบียบแบบ Sandbox ให้ธุรกิจใหม่ได้ทดลอง และสร้าง “Fast Track” สำหรับโครงการนวัตกรรมให้ตัดสินใจได้ภายใน 30 วัน, นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐส่งเสริมโมเดล AI แบบ Open Source เพื่อสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและลดการพึ่งพาซอฟต์แวร์ต่างชาติ
ภาคธุรกิจมองว่าการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงคืออุปสรรคใหญ่ ดร.กอบกฤตย์ เสนอให้ปฏิรูประบบการศึกษาผ่านระบบ Dual Education แบบเยอรมัน คือเรียน 3 วันและทำงานจริง 2 วัน เพื่อให้บัณฑิตจบมาทำงานได้ทันที และต้องกำหนดให้ AI Literacy เป็นวิชาบังคับ ในทุกคณะ ขณะที่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล เสนอให้มีการ Reskill และ Upskill ตลอดช่วงวัยการทำงาน โดยปรับโครงสร้างค่าแรงเป็นระบบ Pay by Skill ที่สะท้อนผลิตภาพและทักษะที่เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่ตามอายุงาน
ด้าน ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เห็นพ้องว่าค่าแรงต้องจ่ายตามศักยภาพและ Skill base ส่วน นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว มองว่าไทยควรดูสิงคโปร์เป็นแบบอย่างในการพัฒนาคุณภาพประชากรให้เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาประเทศท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด และรัฐควรมีแนวทางที่ชัดเจนในการยืดอายุการทำงานของอาชีพเฉพาะทางเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัย
เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ นายสุนทร สถาพร เสนอให้ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในลักษณะ CEO มืออาชีพที่ไม่ขึ้นกับพรรคการเมือง และท้องถิ่นควรมีอำนาจจัดเก็บภาษีและใช้งบประมาณพัฒนาตัวเองได้ทันทีเพื่อลดช่องโหว่การคอร์รัปชันจากส่วนกลาง สอดคล้องกับ ดร.ฉัตรชัย ที่เสนอให้ยกเลิกหน่วยงานส่วนภูมิภาคและจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเพื่อลดความกระจุกตัวของโอกาส,
นายสุนทร เสนอแนวคิด Negative Income Tax เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด และการเก็บ Windfall Tax จากกำไรส่วนเกินของสถานการณ์พิเศษ เช่น มูลค่าที่ดินที่พุ่งสูงจากการพัฒนาของรัฐ เพื่อนำรายได้กลับมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
ด้าน นายวรพจน์ ถาวรวรรณ เสนอให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่เพิ่มสิทธิการลดหย่อนให้ชนชั้นกลางเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ขณะที่นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช เสนอให้ยกเลิกระบบภาษีเหมาจ่ายเพื่อปิดช่องทางการใช้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ซึ่งนำไปสู่การทุจริต
ผู้นำในภาคธุรกิจต่างส่งสัญญาณเตือนนักการเมืองหยุดนโยบายที่บั่นทอนวินัยการคลัง โดยนายยุทธศักดิ์ สุภสร และ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล เตือนให้หยุดนโยบายประชานิยมล้างผลาญที่มุ่งผลทางการเมืองระยะสั้นแต่สร้างภาระหนี้สาธารณะและไม่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ
ขณะที่ นายสนั่น อังอุบลกุล เน้นให้หยุดกติกาที่เลือกปฏิบัติและหยุดการออกกฎหมายโดยไม่ฟังเสียงผู้ได้รับผลกระทบ
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช เสนอให้เปลี่ยนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น “บัตรส่งเสริมผู้มีงานทำ” เพื่อจูงใจให้คนยกระดับทักษะแทนการรอรับเงินแจก นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ย้ำว่านักการเมืองต้องหยุดคอร์รัปชันและเลิกเล่นพรรคเล่นพวกเพื่อให้ประเทศไทยฟื้นคืนชีพได้จริง
สำหรับนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) ภาคธุรกิจเสนอให้เร่ง ฟื้นความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและนักลงทุน ผ่านการปลดล็อกกฎหมายที่ค้างท่อและลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อน นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เสนอให้เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการซึ่งเป็นพื้นฐานที่ไทยมีความพร้อมสูง ขณะที่ นายวรพจน์ ถาวรวรรณ เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการวางระบบเพื่อรองรับ AI
ข้อเสนอทั้งหมดชี้ไปที่จุดศูนย์กลางเดียวกันคือ การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ หากเรือลำใหญ่ที่ชื่อว่าประเทศไทยยังคงติดหล่มอยู่ในระบบราชการที่รวมศูนย์ ล้าสมัย และมีการทุจริตแฝงอยู่ นโยบายเศรษฐกิจที่ดีเพียงใดก็ไม่อาจขับเคลื่อนไปได้ถึงเป้าหมาย, รัฐบาลใหม่จึงต้องพิสูจน์ความกล้าหาญทางการเมืองในการรื้อถอนอุปสรรคเชิงสถาบัน เปลี่ยนตัวเองให้เป็น “หัวเรือ” ที่ฉลาดและคล่องตัว เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและประชาชนได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่