thansettakij
thansettakij
เวียดนาม ทุบสถิติส่งออกผลไม้ เดือน ก.ย. แตะ 1.4 พันล้านดอลลาร์

เวียดนาม ทุบสถิติส่งออกผลไม้ เดือน ก.ย. แตะ 1.4 พันล้านดอลลาร์

12 ต.ค. 68 | 23:20 น.

สนง.ส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เผย การส่งออกผักและผลไม้เวียดนามเดือนก.ย. 68 ทำสถิติสูงสุดในประวัติการณ์ มูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์ รับแรงจากทุเรียนทำรายได้กว่า 900 ล้านดอลลาร์

KEY

POINTS

  • เวียดนามส่งออกผักและผลไม้ในเดือนกันยายน 2568 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์
  • ทุเรียนเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต โดยมีจีนเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 60% ของรายได้รวม
  • ภาพรวมการส่งออก 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่ารวม 6,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.3% จากปีก่อนหน้า

สำนักงานส่งเสริมการค้าในจ่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า จากข้อมูลกรมศุลกากรเวียดนาม การส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามในเดือนกันยายน 2568 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 47.2% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 52.7% 

ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – กันยายน) การส่งออกผักและผลไม้รวมมีมูลค่า 6,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.3% จากปีก่อน ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ทุเรียนยังคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่สมาคมผักและผลไม้เวียดนาม ประเมินว่ามูลค่าการส่งออกทุเรียนในเดือนกันยายนอาจแตะระดับ 900 ล้านดิลลาร์

นอกจากนี้ ตลาดจีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันการฟื้นตัวของการส่งออกผักและผลไม้เวียดนาม โดยมีสัดส่วนถึง 60% ของรายได้รวมจากการส่งออก โดยเฉพาะในเดือนกันยายน ที่มูลค่าการส่งออกไปจีนสูงเกือบ 800 ล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในเดือนตุลาคม เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวทุเรียนในประเทศคู่แข่งสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ นอกจากทุเรียนแล้ว ผลไม้อื่น ๆ ของเวียดนามก็มีการขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะลิ้นจี่ซึ่งมียอดส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 58 เท่า หลังจากสามารถเจาะเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายของเครือข่ายค้าปลีกระดับประเทศในสหรัฐอเมริกาอย่าง Costco 

ขณะที่ สตรอว์เบอร์รีเพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า และผลไม้อื่น ๆ ได้แก่ อะโวคาโด สับปะรด และพิสตาชิโอ ต่างก็มีการเติบโตมากกว่าสองเท่าเช่นกัน นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้แปรรูป (Processed Fruits and Vegetables) ยังมีการขยายตัวถึงสองถึงสามเท่า สะท้อนถึงความพยายามของเวียดนามในการยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าและตอบสนองต่อข้อกำหนดที่เข้มงวดของตลาดนำเข้า

นอกจากนี้ ทางสมาคมผักและผลไม้เวียดนามประเมินว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้แปรรูปจะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงห้าปีข้างหน้า จากแรงหนุนของความต้องการที่เพิ่มขึ้นในจีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป หากเวียดนามสามารถใช้ประโยชน์จากพิธีสารทางการค้า ควบคู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีการแปรรูปเชิงลึกและการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมดังกล่าวอาจมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยในระดับสองหลักต่อปี 

 

เวียดนาม ทุบสถิติส่งออกผลไม้ เดือน ก.ย. แตะ 1.4 พันล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ สมาคมผักและผลไม้เวียดนามคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะบรรลุเป้าหมาย 10,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 ได้เร็วกว่ากำหนดราว 1–2 ปี 

ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนาม อยู่ระหว่างการหารือกับจีนเพื่อเปิดตลาดการส่งออกส้มโอและอะโวคาโด โดยมีแนวโน้มว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569

จากมูลค่าการส่งออกผักและผลไม้ของ ในเดือนกันยายน 2568 การส่งออกมีมูลค่าสูงถึง 1,400 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 52.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี การส่งออกรวมมีมูลค่า 6,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.3% สะท้อนถึงความต้องการที่ฟื้นตัวในตลาดโลก และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรเวียดนามในห่วงโซ่มูลค่าระดับสากล

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตคือการฟื้นตัวของการส่งออกทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าหลักในกลุ่มผลไม้ส่งออกของเวียดนาม แม้ในช่วงต้นปีการส่งออกจะได้รับผลกระทบจากมาตรการกักกันพืชของจีนที่เข้มงวดจนทำให้หลายล็อตสินค้าถูกตีกลับ แต่ตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา การส่งออกทุเรียนกลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเดือนกันยายนที่มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 800–900 ล้านดอลลาร์ นับเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี ทุเรียนมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 2,500–2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีนยังคงเป็นตลาดนำเข้าหลัก คิดเป็นเกือบร้อยละ 60 ของมูลค่ารวม

ทั้งนี้ การขยายตัวของการส่งออกผักและผลไม้เวียดนามที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แสดงถึงการยกระดับมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ ซึ่งไม่เพียงทำให้เวียดนามสามารถเจาะตลาดจีนได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ยังขยายสู่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่าเวียดนามกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกผลไม้รายสำคัญของโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อสมดุลการแข่งขันในตลาดภูมิภาค

สำหรับผู้ประกอบการไทย แนวโน้มดังกล่าวถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสเชิงกลยุทธ์ ในด้านโอกาส ไทยสามารถต่อยอดจากจุดแข็งของตนเอง เช่น ความเชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกผลไม้เมืองร้อนและคุณภาพมาตรฐานสากล 

โดยการใช้เวียดนามเป็นฐานเชื่อมต่อหรือตลาดคู่ค้า ผ่านการร่วมลงทุนในระบบขนส่งและเก็บรักษาแบบควบคุมความเย็น การแปรรูปขั้นสูง และบรรจุภัณฑ์คุณภาพ รวมทั้งการประสานความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพและขยายโอกาสเข้าสู่ตลาดที่มีข้อกำหนดเข้มงวด