thansettakij
thansettakij
สรท. ห่วงส่งออกไตรมาส 4 เสี่ยงติดลบ หวั่น พ.ร.บ.แรงงานใหม่ดันต้นทุนเพิ่ม

สรท. ห่วงส่งออกไตรมาส 4 เสี่ยงติดลบ หวั่น พ.ร.บ.แรงงานใหม่ดันต้นทุนเพิ่ม

10 ต.ค. 68 | 06:11 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ต.ค. 68 | 07:46 น.

สรท. หวั่นส่งออกไตรมาส 4 ติดลบ ห่วง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานใหม่เพิ่มภาระผู้ประกอบการถึง 16% เตรียมยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา เสนอ 7 มาตรการเร่ง หนุนดูแลค่าเงินบาท-ลดต้นทุนธุรกิจ

KEY

POINTS

  • สรท. คาดการณ์ว่าการส่งออกในไตรมาส 4 ปี 2568 มีความเสี่ยงที่จะทรงตัวหรืออาจติดลบ
  • มีกังวลต่อร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ที่จะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นถึง 16%
  • เตรียมยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าวต่อประธานรัฐสภา พร้อมเสนอให้รัฐบาลทบทวนเพื่อไม่ให้กระทบความสามารถในการแข่งขัน

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่าภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าการส่งออกมีมูลค่า 27,743 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 5.8% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,707 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 15.8% ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยขาดดุลเท่ากับ 1,964 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม-สิงหาคมของปี 2568 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 223,175 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.3% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 224,880 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.3% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเท่ากับ 1,700 ล้านดอลลาร์

สำหรับแนวโน้มการส่งออกแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมคาดว่าไตรมาส 4 จะขยายตัว ได้แก่ ไก่ สินค้ากลุ่มกาแฟ ส่วนประกอบยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าไตรมาส 4 จะหดตัว ได้แก่ สินค้าเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ อาหาร และยางพารา โดยคาดว่าไตรมาส 4 ของปีนี้ตัวเลขส่งออกจะทรงตัว หรือ อาจติดลบ แต่มองว่าไม่ใช่ตัวเลขที่แย่ ประกอบกับตัวเลขฐานของปี 67 สูง

ทั้งนี้ สรท. ยังเชื่อมั่นว่าการส่งออกทั้งปี 2568 จะเติบโต 5% ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตอย่างมากของการส่งออกในช่วงไตรมาส 1-2 ที่ผ่านมา ส่งผลให้แม้การส่งออกของไทยจะเริ่มชะลอตัวลงในไตรมาส 3-4 ยังทำให้ภาพรวมการส่งออกไทยตลอดทั้งปีนี้ยังมีการเติบโต ส่วนปี 2569 คาดว่าถ้ามาตรการต่างๆที่ได้นำเสนอต่อรัฐบาลไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า แรงงาน ต้นทุนการเงิน SME ก็เชื่อว่าตัวเลขส่งออกจะเติบโตใกล้เคียงกับปีนี้

ขณะเดียวกันยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนที่สำคัญซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะที่เหลือของปีนี้และปี 2569 ประกอบด้วย

  1. มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) เริ่มส่งผลให้เกิดความผันผวนในระบบเศรษฐกิจทั่วโลกและสะท้อนความเปราะบางของการค้าโลกในระยะต่อจากนี้ไป
  2. ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงกว่าประเทศคู่ค้าและคู่แข่งอื่นในภูมิภาคซึ่งแม้จะเกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีปัจจัยอื่นเป็นตัวเร่งเพิ่มเติม และมีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกอย่างยิ่ง
  3. ข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะการขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันส่งผลให้ขาดเงินทุนสำหรับการขยายตัวทางธุรกิจและรวมถึงทำให้การหาตลาดใหม่ชดเชยตลาดเก่าทำได้ในวงจำกัด
  4. การขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตเพื่อส่งออกซึ่งสืบเนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงข้อจำกัดในการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตเพื่อ
  5. ปัญหาการสวมสิทธิเพื่อ Re-export สินค้าไม่มีคุณภาพหรือไม่มีมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทยในภาพรวม

 

สรท. ห่วงส่งออกไตรมาส 4 เสี่ยงติดลบ หวั่น พ.ร.บ.แรงงานใหม่ดันต้นทุนเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะ 7 ข้อต่อรัฐบาลให้เร่งดำเนินการ ประกอบด้วย

1. กำกับดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และสอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของภูมิภาค

2. กำกับดูแลและเร่งปรับลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะขอให้ทบทวน (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ... และขอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อสะท้อนความเห็นและมุมมองต่อการปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมถึงการกำหนดกลไกช่วยเหลือนายจ้างที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึง 16% และจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งจะกระทบกับภาคประชาชนในภาพรวม รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขอให้เป็นไปตามกลไกคณะกรรมการไตรภาคี หรือคณะกรรมการค่าจ้าง

"มีความกังวลมากต่อ (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ... และเชื่อว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และจะคัดค้าน เนื่องจากทำให้ต้นทุนของผู้ประกาศประกอบการเพิ่มสูงขึ้น 16% โดยอยากขอให้พิจารณาอย่างรอบด้าน โดยในช่วงบ่ายของวันนี้ (10 ต.ค.68) จะยื่นหนังสือไปยังประธานรัฐสภาเพื่อให้พิจารณา"

 

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

 

3. เร่งรัดการพิจารณาอนุมัติและเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงเพิ่มวงเงินงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และเร่งรัด/ขยายการเจรจาความตกลง FTA ให้ครอบคลุมประเทศคู่ค้าสำคัญ 3.1) จัดสรรงบประมาณเพื่อให้มีกองทุน SME สำหรับการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนรายย่อยซึ่งมีโอกาสทางธุรกิจแต่ขาดเงินทุน และให้ซื้อทุนคืนจากรัฐเมื่อเอกชนรายนั้นมีความสามารถทางการเงินเพียงพอ

4.เร่งแก้ไขปัญหาโลจิสติกส์การค้าโดยเฉพาะปัญหาความแออัดท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นรูปธรรมและกำหนดแนวทางดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อเสนอของภาคเอกชน

5. เพิ่มความเข้มงวดและกำกับดูแลมาตรฐานราคา ภาษีสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและการค้าในรูปแบบออนไลน์ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของผู้บริโภคและให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับผู้ประกอบการในประเทศ

6. เพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบการสวมสิทธิ์สินค้าไทยในการส่งออกไปยังประเทศที่ 3

7. สานต่อนโยบายที่ดีและมุ่งเน้นสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าต่อประเทศมากที่สุด ด้วยการ 7.1) ยกระดับรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(Digital Government) และ 7.2) ออกกฎหมายสำหรับกระบวนการทำงานใหม่ในระบบดิจิทัล เพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่น

 

สรท. ห่วงส่งออกไตรมาส 4 เสี่ยงติดลบ หวั่น พ.ร.บ.แรงงานใหม่ดันต้นทุนเพิ่ม