
‘ดร.พิรุณ’ ชี้ ไทยมีแผนหนุน Net Zero เร่งคลอดร่าง พ.ร.บ.ลดโลกร้อน - Thailand CBAM
‘ดร.พิรุณ’ ยืนยันไทยพร้อมสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ชี้ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อนพร้อมขับเคลื่อน เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อมเติบโตคู่กัน ลดก๊าซ-หนุนลงทุน-สร้างภูมิคุ้มกันประเทศ
KEY
POINTS
- ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ยืนยันเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ของไทยมีความพร้อมและแผนการที่เป็นรูปธรรม โดยมีร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเครื่องมือสำคัญ
- ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวจะช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจผ่านกลไกต่างๆ เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิต, ภาษีคาร์บอน และมาตรการ CBAM ของไทย เพื่อสร้างโอกาสและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
- ไทยมีความคืบหน้าในการลดก๊าซเรือนกระจกเกินเป้าหมาย และเตรียมเสนอเป้าหมายใหม่ (NDC 3.0) ในการประชุม COP30 เพื่อสร้างความชัดเจนในเส้นทางสู่ Net Zero
วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Sustainability Expo 2025 ภายใต้ธีม "A Call for Adaptation: The Sustainability in Trade & Industry" ที่จัดขึ้นโดยกรุงเทพธุรกิจ โดยย้ำชัดว่าเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ของไทย “ไม่ใช่เพียงคำประกาศลอยๆ” แต่คือเป้าหมายที่มีรากฐานจริง พร้อมด้วยเครื่องมือสำคัญคือ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะกลายเป็นกุญแจปลดล็อกทั้งระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไทยให้เดินหน้าคู่กันได้
ดร.พิรุณเปิดประเด็นด้วยการสะท้อนภาพชัดเจนว่า ภาวะโลกร้อนเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว และในปี 2024 พุ่งไปถึง 1.75 องศา ส่งผลให้ภัยพิบัติรุนแรงถี่ขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐฯ ที่ในช่วง 44 ปีมีภัยพิบัติรุนแรงจากสภาพอากาศถึง 403 ครั้ง ความเสียหายรวมสูงถึง 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
"นี่ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ แต่มันคือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ต้องรับผิดชอบ"
ในมุมมองเกี่ยวกับการดำเนินงานของประเทศไทย ดร.พิรุณได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ได้ประกาศเป้าหมาย Net Zero โดยไม่มีแผนรองรับ แต่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจังมาเป็นระยะเวลาแล้ว โดยในปี 2030 ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ระหว่าง 30-40% และในขณะนี้สามารถลดได้แล้วมากกว่า 75 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าที่คาดหวังไว้ ถือเป็นฐานที่มั่นคงสำหรับการก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ที่รัฐบาลได้ประกาศ
หนึ่งในก้าวที่สำคัญคือการจัดทำเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติฉบับใหม่ หรือ NDC 3.0 ซึ่งจะถูกเสนอในที่ประชุม COP30 ที่บราซิลในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยประเทศไทยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซลงได้ถึง 109 ล้านตัน และเพิ่มการดูดซับอีก 118 ล้านตัน ทำให้เส้นทางไปสู่ Net Zero ในปี 2050 ชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันก็เตรียมแผนการลงทุนมูลค่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันเป้าหมายนี้ในช่วงปี 2035
หัวใจสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายทั้งหมดเป็นจริงคือการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีถึง 205 มาตรา ครอบคลุมทั้งนโยบาย การกำกับดูแล กลไกการเงิน และการสร้างกองทุนภูมิอากาศเพื่อช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน โดย ดร.พิรุณได้ย้ำว่ากฎหมายนี้ไม่ได้มีเพียงการ "บังคับ" เท่านั้น แต่ยังออกแบบมาเพื่อให้มี "การสนับสนุน" เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และทำให้ประชาชนไทยทั้ง 66 ล้านคนได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย
ร่างกฎหมายนี้ยังเปิดทางให้ไทยพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ เชื่อมโยงกับตลาดโลก พร้อมมาตรการป้องกันสินค้าต่างประเทศราคาถูกที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาทำลายตลาดไทย โดยจะพิจารณากำหนดมาตรการ Thailand CBAM หรือภาษีคาร์บอนชายแดนแบบไทยเอง เพื่อคงขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศ
ดร.พิรุณยังกล่าวถึงความจำเป็นของการใช้ภาษีคาร์บอนในอนาคต เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน เนื่องจาก "พฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนยากกว่าเทคโนโลยี" ภาษีจึงเป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ควบคู่กับระบบซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซ (ETS) เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง
ในช่วงท้าย ดร.พิรุณ ย้ำว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่เพียงปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งการรักษาฐานการส่งออก การดึงดูดการลงทุน และการสร้างอีโคซิสเต็มส์ใหม่ที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมสีเขียวในอนาคต “นี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ เราต้องมองเรื่อง long term gain ไม่ใช่แค่ long term pain เพื่อความอยู่รอดของเศรษฐกิจและประชาชน” ดร.พิรุณกล่าวปิดท้าย







