KEY
POINTS
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีการปิดหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือชัตดาวน์ (US Government Shutdown 2025) ว่า กรณีดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย โดยการชัตดาวน์ของสหรัฐฯเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และสามารถคาดการณ์ได้
โดยล่าสุดอย่างที่รับทราบกันว่ามีการชัตดาวน์ไปเรียบร้อย แต่ก็มีกลไกลที่สหรัฐฯป้องกันไว้ก็คือ งานส่วนใหญ่ยังสามารถทำได้ในการบริการ ยกเว้นในสนามบินบางส่วนที่เป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจมีผลทำให้ไฟท์ต่างๆภายใมนเกิดการล่าช้า หรือดีเลย์บ้าง แต่ไม่ได้หยุด ซึ่งในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์ชัตดาวน์ที่นานที่สุดถึง 30 กว่าวัน
“ครั้งนี้จึงอยู่ที่ระยะเวลาของการชัตดาวน์ แต่ในเบื้องต้นไม่กระทบกระเทือนกับประเทศอื่น ยกเว้นการให้บริการคนในประเทศเป็นหลัก เพราะฉะนั้น เวลานี้จึงยังไม่ต้องวิตก เพราะยังไม่มีผลกระทบต่อไทย และในภูมิภาคแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่มีผลต่อการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ”
รวมถึงประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลระยะยาว (InternationalLong-Term Issuer Default Rating: IDR) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ,บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. เป็นลบนั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการทำเรตติ้งขององค์กรทางด้านการจัดอันเครดิตของโลกทั้ง 3 แห่ง (มูดีส์อินเวสเตอส์เซอร์วิส , S&P Global Ratings และฟิทช์ เรทติ้งส์) นั้น จะมองที่ภาพรวม และปัญหาในประเทศ โดยที่ผ่านมาไทยถูกปรับมุมมองแนวโน้มมาเป็นเชิงลบจากมูดี้ส์ แต่เรตติ้งของประเทศยังดี เพราะสถานะการคลัง และเงินสำรองระหว่างประเทศยังมีปริมาณสูง
ขณะที่หนี้สาธารณะแม้ว่าจะอยู่ในระดับสูง แต่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ใช่หนี้ต่างประเทศ เพียงแต่มีมุมมองที่ไม่ดีเกี่ยวกับหนี้ภาครัวเรือนอยู่ในเชิงสูง และเอสเอ็มอีเกิดความยากลำบากในการทำธุรกิจ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมไม่เติบโตเท่าที่ควร
ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวก็ยังไม่กลับมา ไม่ฟื้นตัวเร็ว ซึ่งมาจากการที่นักท่องเที่ยวจีนหายไปจากเรื่องความปลอดภัย หรือภาพลักษณ์ของไทยที่ถูกโจมตีอย่างหนักในโลกโซเชียลของจีน จึงทำให้ครึ่งปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนลดลงไปกว่า 35% แม้จะได้นักท่องเที่ยวประเทศอื่นเข้ามา แต่ยังไม่เท่ากับนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงไปได้ ทำให้ถูกมองว่ากรณีดังกล่าวจะยังมีปัญหาในช่วงครึ่งปีหลัง
“จากกรณีดังกล่าวไทยจึงถูกมองว่าเครื่องยนต์สำคัญที่จะปั๊มเงินให้กับประเทศยังไม่ฟื้น รวมถึงยังมองไปถึงการเมืองที่มีความไม่แน่นอน”
อย่างไรก็ดี ยังมีข้อดีที่ว่า แม้หนี้สาธารณะโดยรวมของไทยสูง แต่มีการจ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6-7% เท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน หรือในภูมิภาคจะต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 9.2% โดยเฉลี่ย จึงบทำให้ฟิทช์ยังคงเรตติ้งไทยไว้ที่ BBB+ แต่ปรับเสถียรภาพกลายเป็นเชิงลบ
นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีการปรับดังกล่าวเกิดขึ้น จึงตามมาด้วยการปรับมุมมองของบริษัทหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญ โดยเกี่ยวข้องกับเรื่องหนี้สิน การสร้างรายได้ไม่กลับมา และการจ่ายหนี้ NPL น่าจะมีปัญหา โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลข NPL ของเอสเอ็มอีที่ปรับขึ้นมาถึง 7.6%
ขณะที่หนี้ NPL บริษัทใหญ่โตประมาณ 3% แต่เริ่มมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น เลยมีการปรับเรตติ้งของ 5 สถาบันการเงินดังกล่าวที่มีลูกค้าจำนวนมากอยู่ในกลุ่มดังกล่าวนี้
ส่วนบริษัทขนาดใหญ่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากบริษัทจัดอันดับจะมีการมององค์กรที่มีผลต่อเรตติ้ง หรือการจัดอันดับใหม่ (Re-rating) พ่วงไปกับประเทศ ซึ่งบริษัทใดที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป (Market Cap) ขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะถูกปรับมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน แต่ยังไม่ถึงกับปรับเรตติ้ง