thansettakij
thansettakij
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับเครดิตไทย ‘วรภัค’ ชี้สัญญาณเตือน เร่งสร้างวินัยการคลัง

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับเครดิตไทย ‘วรภัค’ ชี้สัญญาณเตือน เร่งสร้างวินัยการคลัง

24 ก.ย. 2568 | 23:28 น.

รมช.คลัง ชี้ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับเครดิตไทย โจทย์ใหญ่รัฐบาล สัญญาณเตือน เร่งสร้างวินัยการคลัง ลั่นหลังปี 69 คุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 65%

KEY

POINTS

  • ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจาก "มีเสถียรภาพ" เป็น "เชิงลบ" แต่ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนด้านวินัยการคลัง
  • สาเหตุหลักมาจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบต่อนโยบายการคลัง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
  • รัฐบาลเตรียมจัดทำกรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ฉบับใหม่ในเดือนพฤศจิกายน เพื่อแสดงแผนการลดการขาดดุลและสร้างความเชื่อมั่น
  • เป้าหมายของแผนคือการทยอยลดการขาดดุลงบประมาณหลังปี 2569 และควบคุมระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่ให้เกิน 65% เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน

นายวรภัคธัน ยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ Fitch Ratings เพิ่งประกาศปรับมุมมอง (Outlook) ของไทยจาก Stable เป็น Negative โดยยังคงอันดับเครดิตที่ BBB+

ว่า เหตุผลหลักไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเลข” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่อง ความน่าเชื่อมั่นด้านการคลังและการเมือง ได้แก่

หนี้สาธารณะสูงขึ้น

จากเดิมก่อนโควิดอยู่ราว 35–36% ของ GDP ตอนนี้ขึ้นมาแถว 61% และคาดว่าจะไปแตะ 65% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการปรับลดขาดดุลอย่างจริงจัง

ความไม่แน่นอนทางการเมือง

การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและความเสี่ยงจากการเลือกตั้งใหม่ ทำให้ Fitch กังวลว่ากรอบการคลังระยะกลาง (Medium-Term Fiscal Strategy) จะไม่ต่อเนื่องและไม่ชัดเจน

เศรษฐกิจโตต่ำ

ทั้งการส่งออกถูกกดดันจากภาษีสหรัฐฯ 19% และการท่องเที่ยวที่ฟื้นช้ากว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ GDP ปีหน้าอาจโตได้เพียง 2.2%

“แต่สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลนี้ แม้อายุเพียง สี่เดือน ก็ไม่ได้เพิกเฉย เราได้เริ่มวางแนวทาง fiscal consolidation เพื่อปรับฐานะการคลังให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ยั่งยืน”

ในเดือน พฤศจิกายน ปีนี้เราจะเห็นการจัดทำ Medium-Term Fiscal Framework (MTFF) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลนี้จะวาง “roadmap” ชัดเจนต่อสาธารณะว่าจะปรับขาดดุลลงอย่างไร เพื่อไม่ให้หนี้หลุดพ้นจาก trajectory ที่ควบคุมได้

แนวคิดหลักคือ สร้างความน่าเชื่อมั่น ว่าการขาดดุลจะทยอยลดลงหลังปีงบประมาณ 2569 และหนี้ต่อ GDP จะ stabilise ในระดับที่ไม่เกิน 65% พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ภาครัฐและจัดลำดับรายจ่ายอย่างมีวินัย

ดังนั้น มุมมอง Negative ของ Fitch ครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึง “วิกฤตใกล้ตัว” แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า หากไทยไม่แสดงแผนการคลังที่ชัดเจน ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอน

“และนี่คือโจทย์ที่รัฐบาลเราต้องทำให้ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า - เพื่อให้ตลาดและนักลงทุนเห็นว่า ประเทศไทยยังรักษาวินัยการคลังและความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจได้”