thansettakij
thansettakij
BlackRock ชี้อนาคตการลงทุนเอเชียเต็มไปด้วยโอกาส ไทยต้องติดสปิด

BlackRock ชี้อนาคตการลงทุนเอเชียเต็มไปด้วยโอกาส ไทยต้องติดสปิด

15 มี.ค. 68 | 05:13 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มี.ค. 68 | 05:13 น.

BlackRock ชี้โอกาสลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโต ไทยต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาดเพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

อีเลน วู (Elaine Wu) กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายการลงทุนและพอร์ตโฟลิโอโซลูชันเอเชียแปซิฟิกของ BlackRock กำหนดแนวทางการลงทุนของสถาบันระดับโลกในภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยในงานฉลองครบรอบ 50 ปีของ MFC ภายใต้แนวคิด “The World Next Opportunities and Beyond” ร่วมกับเนชั่น กรุ๊ป เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2568 ว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนต้อง สิ่งสำคัญคือ นโยบายมหภาค ต้องจับตามอง ว่ามีอะไรที่ทำให้เศรษฐกิจเปลี่ยนไปบ้าง 

อย่างแรก คือ ในด้านของภูมิรัฐศาสตร์ และด้านนโยบายการค้า ที่มีความผันผวนในปัจจุบัน เมื่อมุมมองเปลี่ยน ซัพพลายเชนได้รับผลกระทบ ต้นทุนสูง เกิดเงินเฟ้อ หรือ แม้กระทั่งเรื่องของ AI ที่ส่งผลกระทบต่อการผลิต ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนวิธีการของรัฐบาลและภาคธุรกิจ ที่มีการมองเรื่องการใช้พลังงาน เห็นได้ชัดว่า มีการใช้พลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นในปี 2019 และมีการใช้เพิ่มถึงกว่า 70%  

อีกปัจจัยคือ การมุ่งสู้สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของประเทศสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ต่างก็พบว่าอายุของผู้ที่เป็นแรงงานลดลง ส่งผลให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อ แรงงานมีน้อย แต่ต้องนำเงินมาเลี้ยงดูสังคมสูงวัย

"ดังนั้น จะเห็นถึงความผันผวนที่มี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ คือความแน่นอน ที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นการลงทุนต้องเป็นการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในพอร์ต หาสนามแข่งใหม่ๆ ความแน่นอนก็คือความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ทำให้ต้องลงทุนแบบแอคทีฟ รวมถึงมีการกระจายความเสี่ยง ในพอร์ตการลงทุนด้วย เช่น การหาสนามแข่งขันใหม่ ซึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีศักยภาพ"

ถามว่าวิธีการรับมือนโยบายของทรัมป์ ในเรื่องนโยบายสีเขียวได้อย่างไรนั้น จะเห็นว่าในหลายๆ อุตสาหกรรม และนโยบายทางการค้า จะมีการปกป้องบริษัทในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อีวี โซล่าเซลล์ แบตเตอรี่ สิ่งเหล่านั้นทำให้ต้นทุนต่ำ ทำให้มีการใช้พลังงานสะอาด และพลังงานสีเขียวเพิ่มขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน การส่งเสริมพลังงานสีเขียวก็ทำให้กำไรของบริษัทเหล่านั้นลดลง เมื่อเข้าไปดูราคาหุ้นของกลุ่มดังกล่าวกลับพบว่าราคาไม่ได้ดีมากนัก 

BlackRock ชี้อนาคตการลงทุนเอเชียเต็มไปด้วยโอกาส ไทยต้องติดสปิด

ในปี 2024 ตอนที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง ด้านการค้า นโยบายด้านพลังงาน พบว่า มีนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไป แสดงให้เห็นว่าเป็นการบาลานซ์ ของราคา ที่สามารถซื้อได้ ราคาไม่สูงเกินไป มีความมั่นคงทางพลังงาน และรักษาความยั่งยืนได้

สิ่งเหล่านี้ ทำให้สามารถลดความเร็วในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้คาร์บอนต่ำ แต่เมื่อดูในระยะยาว อาจจะบอกว่า “มั่นไม่มั่นคงเท่าไหร่” ด้านหนึ่งคือความก้าวหน้าด้าน AI เรื่องของนวัตกรรม เช่น  พลังงานนิวเคลียร์ หรือ เรื่องพลังงานความร้อนใต้พิภพ ก็ต้องดูนโยบายของประเทศว่าเป็นอย่างไรบ้าง ส่งเสริมบ้างหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน

เรื่องนี้มีความซับซ้อนในการลงทุน ดังนั้นการลงทุนด้านพลังงานสีเขียวก็สำคัญเหมือนกัน เมื่อมองถึงโอกาส ไม่ว่าจะเป็น ถึงโรงไฟฟ้า พาวเวอร์กริด เมื่อมีความต้องการไฟฟ้ามากขึ้น โรงงานไฟฟ้า หรือ พาวเวอร์กริด ก็จะได้กำไร

ปัจจุบันสิ่งที่มั่นใจในการลงทุนด้วย คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยข้างต้นที่กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็น AI สังคมคาร์บอนต่ำ การรับมือกับภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การลงทุนในด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียนที่สามารถทำให้ผลิตพลังงานได้ นำไปส่งให้ AI และ ดาต้า เซ็นเตอร์ ซึ่งมองเห็นว่ามีความต้องการ และต้องการมากขึ้นในอนาคต

ดังนั้น จุดนี้จะทำให้สามารถมีกำไรได้ ในการผลิตพลังงานสะอาดเพื่อนำไปสู่ AI ดาต้า เซ็นเตอร์ เพราะมีโอกาสสูงของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ซัพพลายเชนสมบูรณ์ เป็นโอกาสของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

ส่วนคำถามที่ว่า ประเทศไทยอาจเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มากขึ้น มีการใช้ AI ทางการแพทย์ ที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ต่างก็มีเอกลักษณ์และจุดแตกต่างกัน เป็นสิ่งที่นักลงทุนน่าจะมองความแตกต่างของแต่ละประเทศ แล้วสิ่งที่ประเทศในภูมิภาคนี้ขาดคืออะไรนั้น ส่วนตัวมองว่าที่ผ่านมาเห็นว่ามีการลงทุนด้าน AI บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีการลงทุนระดับแสนล้าน

รวมถึงการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนด้วย ซึ่งต่อปีสูงถึงกว่า 3 แสนล้าน สำหรับในภูมิภาคนี้อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้าน จากการประเมินของ International Energy Agency (IEA) คิดว่าอีก 10 ปี น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อมองถึงโอกาสที่มีอยู่ สิ่งที่ต้องมอง คือ นักลงทุนที่ต้องการลงทุนต้องมองอะไร อย่างการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เขาก็ต้องมองในระยะยาว เพราะการลงทุนต้องลงทุนยาวกว่า 20 ปี  

ดังนั้นแล้วกว่าจะได้ผลตอบแทนกลับมาจากการลงทุนครั้งแรก จะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์นักลงทุน ยกตัวอย่างเรื่อง Tech ที่ต้องการมาลงทุน 20-30 ปี จะต้องมาเซ็นสัญญา จำเป็นต้องแสดงให้นักลงทุนเห็นถึง กระแสเงินสดที่สามารถให้ผลตอบแทนกับเขาได้จริง 

ในมุมมองนักลงทุนมองว่า ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ที่ผิดตามแผน เขาจะได้รับการเยียวยาอย่างไร มีกฎหมายที่กำหนดชัดเจนหรือไม่ ทำให้เขามั่นใจได้หรือไม่ว่าจะได้รับการชดเชย เพื่อตัดสินใจว่าจะลงทุนระยะยาว รวมถึงสภาพแวดล้อม ต้นทุนในการลงทุนดีหรือไม่

ถามว่าภายใน 12 เดือนข้างหน้า อยากเห็นอะไรในประเทศไทยนั้น อีเลน วู ให้มุมมองว่า สิ่งที่เราต้องทำ คือ ความรวดเร็ว ความว่องไวในการปรับตัว และตระหนักรู้ว่า สิ่งต่างๆเปลี่ยนไปไวมาก สิ่งที่สำคัญในการลงมืออย่างรวดเร็วแล้ว ก็ต้องมีการปรับตัวให้รวดเร็วด้วย เพราะประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ประเทศที่ไม่เปลี่ยนแปลง