
6 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเล็งยื่นหนังสือ "บิ๊กตู่" ทบทวนค่าเอฟที
6 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเล็งยื่นหนังสือนายกรัฐมนตรีทบทวนค่าเอฟที ชี้การให้เอกชนขายน้ำประปาในเขตภาคตะวันออก การจัดหายา เวชภัณฑ์ รักษาโรคโควิด-19 ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น
นายกิตติชัย ใสสะอาด ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (สร.กฟภ.) เปิดเผยว่า ภายในเดือนมีนาคมนี้ ทางเครือไฟฟ้า ประปา และยา จะยื่นหนังสือ ต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้มีการทบทวนการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟที (Ft)เนื่องจากจะเกิดผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน และควรไปลดสัดส่วนอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนลง
จึงได้มีการรวมตัวของสหภาพแรงงานเป็นเครือข่ายไฟฟ้าประปาและยา เพื่อชาติประชาชน (คฟปย.) ซึ่งประกอบไปด้วยสหภาพแรงงานที่เป็นองค์กร ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของชาติ ได้แก่
- สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.)
- สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (สร.กฟภ.)
- สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (สภฟ.)
- สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการประปานครหลวง (สร.กปน.)
- สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการประปาส่วนภูมิภาค (สร.กปภ.)
- สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม (สร.อภ.)
ทั้งนี้ คฟปย. ได้มีการประชุมเสวนาถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลต่อภาวะการครองชีพของประชาชน การต่อสู้กับโรคโควิด-19 (Covid-19) โดยรัฐบาลมีนโยบาย ปรับเพิ่มค่าเอฟที การปล่อยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ขายน้ำประปาในเขตภาคตะวันออก และการจัดหายา เวชภัณฑ์ ที่ใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 ซึ่งจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น
โดยผลสรุปของการเสวนา ของ คฟปย. ได้ขอเสนอต่อรัฐบาล ดังนี้
1. รัฐบาลต้องทบทวนนโยบายการขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) โดยเฉพาะเอกชนผู้ผลิต ต้องมีส่วนร่วม และเพิ่มสัดส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้า ของภาครัฐตามรัฐธรรมนูญ
- รัฐบาลต้องคงไว้ซึ่งรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค รัฐจะต้องดูแลต้นทุนต่างๆ เช่น การเรียกเก็บ ค่าเช่าพื้นที่ในการวางท่อประธานหรือท่อจ่ายน้ า อย่างเช่น พื้นที่ของกรมทางหลวงและกรมธนารักษ์(วงเงินงบประมาณ 2 พันล้านบาท) ในเขตพื้นที่ภูมิภาค ในเรื่องน้ าประปา ที่ปล่อยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น ภาคตะวันออก จังหวัดปทุมธานี รัฐบาลต้องใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการก ากับดูแล และกำหนดราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชนผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
- รัฐบาลต้องมีนโยบายสนับสนุนให้องค์การเภสัชกรรม ผลิตยา วัคซีนและเวชภัณฑ์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกมีคุณภาพและราคาถูก อย่างเพียงพอ
- รัฐบาลต้องไม่ขายรัฐวิสาหกิจ อันเป็นสมบัติของชาติและต้องไม่ทำให้รัฐวิสาหกิจอ่อนแอ จนไม่สามารถดำเนินกิจการได้เพื่อคงไว้ซึ่งกิจการของรัฐที่ต้องมีไว้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน เพราะรัฐบาลต้องใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการกำกับดูแล รับผิดชอบในขอบเขตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบาย การพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความมั่นคงของประเทศ
"หลังจากที่มีการยื่นเรื่องไปแล้ว จะติดตามความคืบหน้าภายใน15วัน นับจากวันที่มีการส่งหนังสือให้ทางรัฐบาล ตามข้อเสนอไปดังกล่าวแล้ว หากไม่มีการตอบรับข้อเสนอใด ทางเครือขายทั้ง3การไฟฟ้าจะบุกเข้าทำเนียบ เพื่อทวงการทบทวนข้อเสนอทั้ง4ข้อต่อไป"












