
ชู นโยบายน้ำระหว่างประเทศการทูตเพื่อนบ้านอาเซียน
"สมเกียรติ ประจำวงษ์"เลขา สทนช. บูรณาการหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำของประเทศแล้ว ยังได้ร่วมขยายความร่วมมือเรื่องทรัพยากรน้ำไปสู่ระดับภูมิภาค โดยอาศัยความเชื่อมโยงระหว่าง คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ( MRC) กับ อาเซียน
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า โดยทั่วไปของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่โดดเด่นเป็นพิเศษ มักว่าด้วยเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ที่เห็นมูลค่าตัวเลขอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ประเทศไทยและชาติอาเซียน ล้วนมีเรื่องราวเหล่านั้น อีกด้านหนึ่งขยายบริบทความสัมพันธ์ว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลไทยจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นเป็นหน่วยงานกลาง บูรณาการหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำของประเทศแล้ว ยังได้ร่วมขยายความร่วมมือเรื่องทรัพยากรน้ำไปสู่ระดับภูมิภาค โดยอาศัยความเชื่อมโยงระหว่าง คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ( MRC) กับ อาเซียน
“กลไกด้านน้ำที่ริเริ่มโดย MRC สามารถสร้างการทำงานร่วมกันในความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำในภูมิภาคได้ จึงมีแนวคิดที่ขยายความร่วมมือด้านนี้ไปยังกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศด้วย”
ในประเทศไทยเอง สภาพปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ยังคงมีอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำ รัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี ตลอดจนน้ำข้ามพรมแดน
ในประเทศไทยเอง สภาพปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ยังคงมีอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำ รัฐบาลไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี ตลอดจนน้ำข้ามพรมแดน
“สทนช. เอง เน้นย้ำถึงการจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ทางเทคนิคที่เชื่อถือได้ แม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ ถือเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญเพื่อต่อสู้กับความท้าทายด้านน้ำ จึงต้องการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแท้จริง”
เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า โดยภูมิประเทศของไทยมีพรมแดนติดต่อเพื่อนบ้านทั้ง 4 ด้าน และมีเรื่องน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เพียงกระชับความร่วมมือในชาติสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่าง 4 ชาติ ประกอบด้วย ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มากขึ้นเท่านั้น หากยังรวมถึงการประสานความร่วมมือกับชาติสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนบนเพิ่มด้วยคือจีนกับพม่า ซึ่งมีแนวโน้มเป็นที่น่าพอใจเช่นเดียวกัน
ยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขงมีความชัดเจนเป็นลำดับ นอกจากกำหนดแผนยุทธศาสตร์ MRC ระยะ10 ปี (พ.ศ.2564-2573) ยังปรับแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (พ.ศ.2564-2568) ใหม่ ซึ่งประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2564 โดยยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการพัฒนาที่เกี่ยวเนื่อง
ทั้งระบบนิเวศของแม่น้ำโขงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีและชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ การเข้าถึงและการใช้น้ำและทรัพยากรเกี่ยวข้องของชุมชน การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนครอบคลุมอย่างทั่วถึง การเพิ่มความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และการยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคจากมุมมองทั้งลุ่มน้ำ
“ยุทธศาสตร์ของ MRC ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น การกำหนดแผนงานกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่มองการพัฒนาเฉพาะส่วน หากมองทั้งระบบลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันในหลายมิติ”
ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านชายแดนติดกัน สทนช. หยิบเอาเรื่องน้ำมาเป็นตัวขับเคลื่อนความร่วมมือจริงจังยิ่งขึ้นไทยกับมาเลเซียมีลุ่มน้ำโก-ลก เป็นความร่วมมือมาเนิ่นนาน และส่งผลดีต่อความสัมพันธ์จนถึงวันนี้ ในฐานะมีแม่น้ำโก-ลก แบ่งพรมแดนกัน มีขอบเขตลุ่มน้ำใกล้เคียงกัน ยังมีโอกาสขยายการพัฒนาได้อีก
ไทยกับพม่า มีแม่น้ำสาละวินเป็นเส้นแบ่งพรมแดนเช่นกัน ที่ผ่านมาก็มีการพูดคุยกันอยู่บ้างในระดับหนึ่ง ในอนาคตยังจะต้องร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน สทนช. มีความชัดเจนในทิศทางมากกว่าเดิมที่คุยกันเป็นครั้งคราว ยังรอการสานต่อที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
มีกรณีที่น่าสนใจคือไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีพื้นที่อยู่ในลุ่มน้ำโตนเลสาบด้วยกัน โดยมีพื้นที่รับน้ำโตนเลสาบอยู่ในฝั่งกัมพูชา ในขณะพื้นที่ฝั่งไทย ประกอบด้วย จ.สระแก้ว กับ จ.จันทบุรี เป็นหลัก มีแม่น้ำพรมโหด จ.สระแก้ว และคลองโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ไหลลงไปที่ราบต่ำกัมพูชา ก่อนลงโตนเลสาบตามลำดับ เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำโตนเลสาบที่อยู่ฝั่งไทยกว่า 20% อีกกว่า 70% อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดของกัมพูชา
ดร.สมเกียรติกล่าวว่า ลักษณะลุ่มน้ำโตนเลสาบนั้น พื้นที่ในประเทศไทยถือเป็นต้นน้ำ กัมพูชาเป็นปลายน้ำ ไม่ได้เป็นแม่น้ำแบ่งเส้นพรมแดนเหมือนแม่น้ำโขง แต่แม่น้ำพรมโหดและคลองโป่งน้ำร้อนจากฝั่งไทยไหลลงฝั่งกัมพูชา ก่อนไหลต่อไปลงโตนเลสาบ แหล่งน้ำสำคัญของกัมพูชาที่รับน้ำจากแม่น้ำโขงด้วย
“ไทยเป็นประเทศต้นน้ำ ถ้าไม่ต้องสนใจใคร เราจะพัฒนาอะไรของเราเองได้หมด แต่ถ้าสร้างเขื่อนเก็บน้ำมากไป ระบายน้ำน้อยไปหรือมากไป ก็กระทบกัมพูชาที่อยู่ปลายน้ำและอยู่ในลุ่มน้ำโตนเลสาบด้วยกัน ในทางกลับกัน ถ้าร่วมมือพัฒนาด้วยกันทั้งระดับลุ่มน้ำโตนเลสาบ คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วม ก็จะเป็นผลดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย” ในฐานะเลขาธิการ สทนช. ดร.สมเกียรติ เปิดมุมมองการพัฒนาลุ่มน้ำระหว่างประเทศ (ไทย-กัมพูชา) ในมิติที่กว้างไกลขึ้นอย่างน่าสนใจ
การไม่ถือเอาประโยชน์จากการพัฒนาฝ่ายเดียว ไปเป็นการพัฒนาร่วมกันทั้งระบบลุ่มน้ำ จะเป็นคุณูปการต่อความร่วมมือและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปด้วย ข้อนี้ดูเหมือนเลขาธิการ สทนช. มีประสบการณ์ตรงจากการร่วมมือพัฒนาแม่น้ำโก-ลก ระหว่างไทยกับมาเลเซียมาก่อนแล้ว
ขณะนี้ การพัฒนาลุ่มน้ำโตนเลสาบเข้าสู่โค้งสุดท้าย คือการจัดลำดับความสำคัญและจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนา หลังจากผ่านการชี้ปัญหาและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานพัฒนาของประเทศเยอรมนี โตนเลสาบ เป็นตัวอย่างหนึ่งในการใช้น้ำเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความมั่นคง ทั้งในเรื่องน้ำควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาเซียนที่น่าสนใจ










