thansettakij
thansettakij
กทม.ขอเจรจาหลัง BTS ยื่นฟ้อง

กทม.ขอเจรจาหลัง BTS ยื่นฟ้อง

28 เม.ย. 64 | 19:10 น.

กทม.ขอเจรจาบีทีเอสซีหาทางออกเก็บค่าโดยสารจ่ายหนี้ หลังเตรียมยื่นฟ้องสายสีเขียวดีเดย์ต้นพ.ค.นี้ยํ้าถูกซํ้าเติมโควิดระลอก 3 ฉุดผู้โดยสารลด เหลือ 30% แถมมีต้นทุนพุ่งเพิ่มความถี่เดินรถ

การประกาศฟ้องศาลปกครองของบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ต่อกรุงเทพมหานคร  (กทม.) กรณีติดค้างภาระหนี้กว่า 30,000 ล้านบาทจากค่าจ้างเดินไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวและค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกลเมื่อวันที่26เมษายนที่ผ่านมาสะท้อนว่าบีทีเอสซีไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ที่สะสมมาเกือบ 4 ปีได้อีกต่อไปเนื่องจากการกู้เงินจากสถาบันการเงินซึ่งเป็นทุนสำรองในการบริหารจัดการมีดอกเบี้ยเดินรายวัน ซํ้าร้ายยังถูกซํ้าเติมจากโควิดแต่ละรอบทำให้ผู้โดยสารลดลงขณะต้นทุนสูงกว่าเดิมจากมาตราการเว้นระยะห่างและเพิ่มความถี่ในการเดินรถของรัฐบาล

”ฐานเศรษฐกิจ”สอบถามผู้บริหารกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งยอมรับว่าไม่ได้นิ่งนอนใจหากบีทีเอสซีจะฟ้องสามารถกระทำได้ แต่ทั้งนี้กทม.พร้อมเจรจาโดยยึดตามข้อเท็จจริง เนื่องจากที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามขั้นตอน ตามที่บีทีเอสซีเสนอโดยขอจัดสรรงบประมาณชำระภาระหนี้ที่คงค้าง แต่สภากทม.มองว่าการระบาดโควิดเป็นเรื่องสำคัญกว่า ดังนั้นทางออกคือต้องเร่งเก็บค่าโดยสาร ทยอยชำระหนี้ แต่ยังติดปัญหาคัดค้านจากกระทรวงคมนาคม

 

ด้านนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าบริษัทมอบทนายความรวบรวมเอกสารหลักฐานเตรียมยื่นฟ้องกทม.ต่อศาลปกครองคาดว่าพร้อมในราวต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้บริษัทประสบปัญหาอย่างมากจากการแบกรับภาระหนี้จำนวนมากถึง 4 ปี ดังนั้นในฐานะบริษัทลูกของบริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีผู้ถือหุ้นกว่า 1 แสนรายซึ่งมีหน้าที่ที่ต้องติดตามหนี้

โดยขอใช้สิทธิ์ตามสัญญาเพื่อดำเนินการทวงหนี้กทม.และบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด บริษัทลูกกทม. โดยบริษัทได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งไม่มีความประสงค์ที่ค้างชำระหนี้ฯมาเป็นเงื่อนไขในการแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งนี้ยืนยันว่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวในสัญญาสัมปทานฯนั้นเป็นโครงการเดียวในประเทศที่บริษัทเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 100% โดยรัฐไม่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนทางด้านการเงิน เพียงแต่ให้พื้นที่ในการก่อสร้างงานระบบรถไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากโครงการรถไฟฟ้าสาย อื่นๆ ที่รัฐสนับสนุนค่างานก่อสร้างหรืองานโยธา

ส่วนหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดของรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะครบกำหนดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ที่กทม.ต้องชำระนั้น เบื้องต้น บริษัทประเมินไว้ตามสมมุติฐานกรณีกทม.เก็บอัตราค่าโดยสารส่วนต่อขยาย 15 บาท ช่วงเดิม แต่ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ยังไม่เก็บค่าโดยสารจำนวน 90,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.ค่าจ้างการเดินรถ 60,000 ล้านบาท 2 . ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล จำนวน 30,000 ล้านบาท

“หากกรณีที่บริษัท ไม่ได้รับชำระหนี้จากกทม. จนถึงปัจจุบัน 30,000 ล้านบาทจะกระทบต่อองค์กรหรือไม่ เรามองว่าจะได้รับผลกระทบ เพราะบริษัทต้องกู้เงินจากสถาบันการเงิน จำนวน 3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มีดอกเบี้ยจากสถาบันการเงิน จำนวน 1,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งปัญหาการระบาดโควิดระลอก3รถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนที่ได้รับสัมปทานมียอดผู้โดยสารเหลือ 30% จากปกติมีผู้โดยสารใช้บริการ 800,000 คนต่อเที่ยวต่อวัน ในทางกลบกันต้องมีต้นทุนเพิ่มจากมาตราการเพิ่มความถี่ขบวนรถตามนโยบายรัฐบาล” 

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 29 เมษายน - 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564