
ห่วงเด็กเพิ่งจบกว่า 6 แสนคน พบ 30% หางานยาก
น่าห่วงเด็กจบใหม่รับศึกหนักหางานยากขึ้น จบการศึกษาราว 6.342 แสนคนส่วนใหญ่ 30 %จะจบปริญญาตรีในสาขาที่ตลาดไม่ต้องการ
หลายปัจจัยรุมเร้าจากพิษโควิด-19 เมื่อการส่งออกยังแย่คู่ค้าหลักกำลังซื้อมีความอ่อนแอ คาดการณ์ว่าภาคส่งออกปีนี้อาจหดตัวติดลบ ภาคท่องเที่ยวทั้งรายเล็กรายใหญ่ล้วนไม่เห็นอนาคต หลังคลายล็อกด้านนายจ้างจะคัดกรองคนที่จะกลับเข้ามาทำงานตำแหน่งที่ไม่จำเป็นจะไม่เก็บไว้ ธุรกิจส่วนใหญ่จะลดขนาดที่เรียกว่า “Business Downsizing” เพราะดีมานด์ของตลาดยังไม่กลับมาเหมือนเดิมทำให้การใช้คนก็จะใช้น้อยลงตามลงไป ขณะที่แรงงานบางส่วนที่กลับเข้าไปทำงานภายใต้ชั่วโมงการทำงานและกำลังการผลิต (CPU) ของภาคอุตสาหกรรมที่ยังไม่เต็มเวลาส่งผลทำไห้ได้รับค่าจ้างลดลง ด้านค่าล่วงเวลาหรือ “โอที”ยังไม่เกิดขึ้น
สอดคล้องกับที่ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (Econ Thai)กล่าวว่า มนุษย์เงินเดือนหลังโควิด-19 ต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพราะนอกจากเศรษฐกิจชะลอตัวสถานประกอบการต่างๆ ยังลดขนาดแล้ว ยังทำให้เกิดการเร่งตัวของการใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าซึ่งเป็นผลจากการล็อกดาวน์ที่ผ่านมาผู้บริโภคเคยชินกับการใช้แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนในการโอนเงินและหรือจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าด้วยระบบออนไลน์ตลอดจนการสั่งอาหารผ่านไลน์แมน แกร๊บฟู้ด ฯลฯ รวมถึงการใช้เงินที่เป็นแบงค์หรือเหรียญลดลงเนื่องจากหันไปใช้สแกนคิวอาร์โค้ดพฤติกรรมเหล่านี้จะไปกดดันให้การใช้แรงงานมนุษย์น้อยลง
ดร.ธนิตกล่าวอีกว่า ภาพที่เห็นจากนี้ไปคือความท้าทายของแรงงานใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษาประมาณ 6.342 แสนคนส่วนใหญ่สัดส่วน 30 %จะจบปริญญาตรีในสาขาที่ตลาดไม่ต้องการจะหางานยากขึ้น แม้แต่แรงงานที่กลับเข้าไปทำงานใหม่หรือทำงานอยู่แล้วล้วนมีความเสี่ยงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับพฤติกรรมตลอดจนพัฒนาทักษะให้สามารถตอบโจทย์ แม้แต่อุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี จากการพูดคุยกันในช่วงที่ผ่านมาหลายโรงงานปิดชั่วคราวได้ค่าจ้างไม่เต็มโดยเฉพาะ อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบหนักเชิงปริมาณจะลดลงประมาณร้อยละ 26.3 เป็นการตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี หลายค่ายรถยนต์เริ่มปรับลดพนักงานให้สอดคล้องกับการผลิตที่ลดลงมีการปิดไลน์การผลิตไปตั้งแต่เดือนเมษายน บางค่ายอาจจะไปเปิดเดือนมิถุนายนกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงอุตสาหกรรมในโซ่อุปทาน ในภาพรวมภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ล้วนได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 มากน้อยต่างกันมีการเลิกจ้างในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะซับคอนแทรคได้รับผลกระทบอย่างหนัก
การดำเนินชีวิตหลังวิกฤตการแพร่ระบาดไวรัสครั้งนี้จะทำให้ รูปแบบการดำเนินชีวิต, การทำธุรกิจ, การจ้างงาน และการทำงานจะแตกต่างไปจากเดิมเกี่ยวข้องกับการปรับตัวของทุกระดับตั้งแต่สถานประกอบการ ผู้ใช้แรงงาน ภาครัฐ จะต้องมีการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างใกล้ชิดลดช่องว่างของการสื่อสาร-พัฒนาทักษะตลอดจนปฏิรูประบบการศึกษาทั้งในระดับอาชีวะและอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
“ สำหรับมนุษย์เงินเดือนหากกลับเข้าทำงานคงไปทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไม่ได้ เพราะจากนี้ไปนายจ้างจะประเมินความคุ้มค่าที่จะยังจ้างงานหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจต้องเข้าสู่โครงการสมัครใจลาออก อย่างไรก็ตามความต้องการแรงงานยังคงมีสำหรับผู้ใช้แรงงานวิถีใหม่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงคงต้องเร่งปรับตัวเองทำตัวให้มีคุณค่าต่อองค์กรซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงในการทำงานจนถึงวัยเกษียณ”








