
รอดภัยโควิด แต่เศรษฐกิจล้มละลาย
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงข่าวดีในตอนนี้ (14 เมษายน 2563) ก็คือจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศไทยลดลงทุกวัน เหลือวันละไม่ถึง 100 คน และจำนวนผู้หายป่วยก็มากกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่แล้ว ทำให้ภาระการรักษาพยาบาลของประเทศเริ่มลดลงได้
ข่าวร้ายก็คือ ภาครัฐบอกเราว่าเรายังนิ่งนอนใจไม่ได้ เรายังต้องเฝ้าระวังต่อไป ต้องใช้มาตรการ “อยู่กับบ้าน” หรือ lockdown/curfew และมาตรการ “ระยะห่างทางสังคม” หรือ social distancing (ซึ่งในที่นี้ผมขอเรียกมาตรการเหล่านี้รวมกันว่า “มาตรการคุมเข้ม”) ต่อไป ซึ่งก็จะทำให้ผู้คนไม่สามารถออกไปทำมาหากิน จับจ่ายใช้สอยได้เหมือนปกติ ทำให้คนจำนวนมากต้องตกงาน ขาดรายได้ และเศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำอย่างรุนแรงต่อไปอีก
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์
คำถามที่เราอยากจะรู้คำตอบก็คือ “ภาครัฐจะใช้มาตรการคุมเข้มเหล่านี้ไปอีกนานแค่ไหน? จำนวนผู้ติดเชื้อ/ผู้เสียชีวิต/ผู้กำลังรักษาตัว จะต้องลดลงแค่ไหนจึงจะถือว่า “ดีพอ” ที่จะผ่อนคลายหรือยกเลิกมาตรการคุมเข้มเหล่านี้?” ผมเชื่อว่าทุกคนอยากรู้คำตอบเพราะมีคนจำนวนเป็นล้านๆ คนที่กำลังเดือดร้อนจากมาตรการคุมเข้มเหล่านี้ หลายคนอยู่ในสภาพที่สิ้นเนื้อประดาตัว และมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา แต่ก็ดูจะน้อยและช้าเกินไป
ผมไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าภาครัฐควรจะใช้มาตรการคุมเข้มอีกนานแค่ไหน แต่อยากจะชี้ให้เห็นต้นทุนและประโยชน์ของการยกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มเหล่านี้
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดจากการผ่อนคลายหรือยกเลิกมาตรการคุมเข้มคือ การที่ผู้คนสามารถออกนอกบ้านได้โดยเสรีมากขึ้น นักเรียนนักศึกษาสามารถกลับไปเรียนหนังสือต่อได้ กิจการร้านค้าต่างๆ สามารถเปิดทำการได้ เช่น ร้านอาหาร ศูนย์การค้า โรงแรม ร้านนวด ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย สนามมวย และกิจการอื่นๆ ที่ถูกสั่งให้ปิดทำการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งก็เท่ากับว่าคนจำนวนมากสามารถกลับไปมีรายได้เหมือนเดิม (แต่ระดับรายได้ในช่วงแรกๆ อาจจะไม่เท่าเดิม) ไม่ว่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ คนขับแท็กซี่ คนขายหาบเร่ พนักงานเสริฟอาหาร ฯลฯ
ประโยชน์เหล่านี้เราวัดคำนวณเป็นตัวเงินได้อย่างไร? ผมเสนอให้เราคิดว่า ถ้าคนทำงานเหล่านี้สามารถกลับไปทำมาหากินได้เหมือนเดิม เขาก็ไม่ต้องพึ่งพาการชดเชยรายได้จากภาครัฐ ซึ่งในปัจจุบันจ่ายให้เดือนละ 5,000 บาท และคาดว่าจะจ่ายให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมเป็นจำนวนประมาณ 9 ล้านคน (จริงๆ แล้วผู้ได้รับผลกระทบอาจจะมีจำนวนมากกว่านี้ เพราะมีผู้ลงทะเบียนยื่นขอเงินช่วยนี้ถึง 27 ล้านคนแล้ว)
ดังนั้น ประโยชน์ของการยกเลิกมาตรการคุมเข้มที่คำนวณได้ก็คือการเพิ่มขึ้นของรายได้ของผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ซึ่งเทียบได้อย่างน้อยเท่ากับเงินชดเชยที่ภาครัฐประหยัดไปได้ เป็นจำนวนเงิน 5,000 × 9,000,000 หรือ 45,000 ล้านบาทต่อเดือน
หากรวมเงินรายได้ของผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมอีกหลายล้านคนเข้าไปด้วย ก็น่าจะทำให้ประโยชน์จากการผ่อนคลาย/ยกเลิกมาตรการคุมเข้มในรูปของรายได้ที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นเงินคร่าวๆ ไม่น้อยกว่า 60,000 ล้านบาทต่อเดือน
แล้วต้นทุนของการยกเลิกผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มคืออะไร? เราคงต้องการจะยกเลิกมาตรการคุมเข้มโดยไม่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่/คนป่วย/คนตาย กลับมาเพิ่มขึ้นอีก จะให้เหลือศูนย์ได้ก็ยิ่งดี เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า สถานการณ์โควิด-19 จะไม่เลวร้ายลงไป ค่าใช้จ่ายของการใช้มาตรการป้องกันเหล่านี้คือต้นทุนของการยกเลิกมาตรการคุมเข้มนั่นเอง
มาตรการป้องกันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? เท่าที่พิจารณาจากข้อเสนอต่างๆ เพื่อให้มีการผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มในหลายประเทศ เราสามารถแบ่งมาตรการป้องกันได้เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นการเพิ่มการตรวจเชื้อหรือ testing (โดยเฉพาะแบบ PCR test) ให้มากขึ้น รู้ผลได้เร็วขึ้น แม่นยำมากขึ้น และกว้างขวางขึ้น เพื่อที่จะค้นหาและประเมินคนที่สามารถจะแพร่เชื้อได้ว่าเป็นใคร มีจำนวนเท่าใด และอยู่ที่ไหนบ้าง
มาตรการกลุ่มที่สอง เมื่อพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ จะต้องมีมาตรการที่ทำให้สามารถสืบหาผู้อื่นที่เข้ามาสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ (contact tracing) ได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน อันจะนำไปสู่การตรวจเชื้อและการกักกันบุคคลเหล่านี้เพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อต่อไป
กลุ่มที่สามเป็นมาตรการกำหนดระยะห่างทางสังคม ซึ่งอาจจะต้องใช้บังคับอยู่แต่มีความเข้มข้นน้อยลงกว่าเดิม เช่น การกำหนดให้นั่งห่างกันในร้านอาหาร การตรวจอุณหภูมิเพื่อคัดกรอง และการใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ
มาตรการป้องกันเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายเท่าใด?
โดยหลักการแล้ว การตรวจเชื้อควรทำให้ได้มากที่สุด แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจทุกคนในประเทศเพราะแพงเกินไปและใช้เวลานานเกินไปด้วย เกาหลีใต้ได้ตั้งมาตรฐานไว้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับโลก โดยสามารถตรวจเชื้อโควิด-19 ได้ในอัตราสูงสุดถึง 9,000 รายต่อประชากร 1 ล้านคน ถ้าประเทศไทยใช้มาตรฐานนี้เป็นเกณฑ์ เราก็ควรตรวจเชื้อได้ทั้งหมดประมาณ 600,000 ราย ในปัจจุบัน (14 เมษายน) เราได้มีการตรวจเชื้อไปประมาณ 100,000 รายแล้ว
ถ้าสมมติว่าในเดือนแรกของการผ่อนคลาย เราตั้งเป้าว่าจะเร่งระดมการตรวจเชื้อให้ได้ถึง 1,000,000 ราย โดยตรวจเชื้อผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก่อน เช่น บุคลากรการแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่ต้องบังคับใช้มาตรการป้องกันการแพร่เชื้อ ผู้ที่ต้องทำงานกับคนจำนวนมาก (เช่น คนขับรถเมล์ คนขายของ คนเสริฟอาหาร/เครื่องดื่ม) และกำหนดให้การตรวจเชื้อมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 5,000 บาท (จริงๆ น่าจะต่ำกว่านี้ได้) ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการตรวจเชื้อจะเป็นจำนวนเงินประมาณเดือนละ 5,000 ล้านบาท
เรากำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการสืบหาบุคคลที่มาสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ (contact tracing) เป็นตัวเลขกลมๆ ประมาณเดือนละ 2,000 ล้านบาท ส่วนมาตรการกลุ่มที่สามที่เป็นการกำหนดระยะห่างทางสังคม เรากำหนดให้มีค่าใช้จ่ายในการบังคับใช้ประมาณเดือนละ 2,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น เราควรเพิ่มสมรรถนะในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากเชื้อโควิด-19 ซึ่งรวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆให้ครบถ้วนมากขึ้น และการแจกหน้ากากอนามัยให้ประชาชนได้ใช้อย่างกว้างขวาง คาดว่ามาตรการส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 5,000 ล้านบาท
โดยรวมแล้ว มาตรการป้องกันทั้งหลายเหล่านี้น่าจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณเดือนละ 14,000 ล้านบาท
ต้นทุนค่าใช้จ่ายจำนวน 14,000 ล้านบาทต่อเดือนเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับคิดเป็นเงินจำนวนอย่างน้อย 60,000 ล้านบาทต่อเดือน ก็ต้องยอมรับว่า การยกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มโควิด-19 ในช่วงนี้น่าจะมีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก
ผมคงมีข้อสรุปได้เพียงแค่นี้ ใครคิดว่าผมประเมินผลไว้ผิดพลาด ช่วยชี้แนะให้ด้วย ผมยินดีรับฟังครับ







