
ชงครม.ศุกร์นี้มาตรการช่วยเหลือ 17 สายการบิน
‘คมนาคม’ เตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือสายการบิน หลังเจอปัญหาโควิด-19 ระบาดหนัก กระทบยอดผู้โดยสารลดลง วอนรัฐช่วยเยียยวยาปรับลดค่าใช้จ่าย-ค่าธรรมเนียม หวังพยุงสถานการณ์สายการบินต่อเนื่อง
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานที่ดูแลด้านการบินในสังกัดกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารจาก 17 สายการบิน อาทิ สายการบินไทยแอร์เอเซีย ไทยเวียตเจ็ท ไทยไลอ้อนแอร์ นกแอร์ บางกอกแอร์เวย์ ไทยแอร์เอเซีย เอ็กข์ และนกสกู๊ต เรื่องขอให้รัฐพิจารณายกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการดำเนินงานของสายการบิน เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ในภาพรวม 17 สายการบิน
ได้ขอความอนุเคราะห์จากรัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาช่วยเหลือในการยกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียมการดำเนินงานของสายการบินด้านต่างๆ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยาน ค่าธรรมเนียมที่จอดอากาศยาน ค่าธรรมเนียมการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น สะพานเทียบ เป็นต้น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน ค่าธรรมเนียมการเดินทางเข้าและออกนอกประเทศ ค่าธรรมเนียมการคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า ค่าธรรมเนียมสำหรับอำนวยความสะดวกในการจราจรทางอากาศ
สำหรับค่าธรรมเนียมแต่ละประเภทมีอัตราแตกต่างกัน อาทิ ค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานต่างประเทศราคา10,425 บาท และในประเทศราคา 5,213 บาท ต่อการจอด1 ครั้ง ,ค่าธรรมเนียมที่จอดอากาศยาน ต่างประเทศ ราคา 1,230 บาท และในประเทศ 615 บาท ต่อการจอด 6 ชั่วโมง เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อให้สายการบินยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และยังเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและระยาว โดยทั้ง 17 สายการบิน ขอยกเว้นค่าธรรมเนียม100%ในปีที่ 1 และ50%ในปีที่ 2 ทั้งนี้ข้อเสนอเรื่องมาตรการให้ความช่วยเหลือสายการบินดังกล่าวยังไม่มีเรื่องขอสนับสนุนเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน
“ให้ดูแลทุกหน่วยงานและทุกคนให้สามารถผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไปด้วยกัน ดังนั้นกระทรวงคมนาคมจะสรุปตัวเลขและมาตรการเยียวยาให้ความช่วยเหลือสายการบินต่างๆให้เสร็จภายในวันที่ 5 มี.ค.เพื่อที่จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เศรษฐกิจพิจารณาในการประชุมวันที่ 6 มี.ค.นี้ หากได้รับความเห็นชอบก็จะพิจารณาว่าอะไรที่หน่วยงานในความรับผิดชอบสามารถให้ความช่วยเหลือได้ก็จะดำเนินการทันที แต่หากไม่ได้หรือไม่ไหวก็อาจต้องขอรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐตามความจำเป็นต่อไป
ทั้งนี้ ทั้ง 17 สายการบินให้ข้อมูลตรงกันว่าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ต้องใช้เวลาประมาณ1-1ปีครึ่งจึงสามารถฟื้นคืนสู่ภาวะปกติได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่เฉพาะเรื่องทางอากาศเท่านั้นแต่ทุกเรื่องต้องได้รับการฟื้นฟูไปพร้อมกัน เหมือนกับการโดนสาดน้ำก็ต้องช่วยเหลือกันให้ผ่านสถานการณ์ไปได้”
สำหรับสถานการณ์วิกฤติในปัจจุบันส่งผลให้ตัวเลขผู้โดยสารในภาพรวมลดลงอย่างมากถึง 2,548,729 คน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นผู้โดยสารต่างประเทศลดลง 35.2 % และผู้โดยสารในประเทศลดลง 18.4% ส่งผลให้ต้นทุนสายการบินเพิ่มขึ้น30-40%ต่อที่นั่ง ขณะที่อัตราขนส่งผู้โดยสารต่างประเทศลดลง 40-60%และในประเทศลดลง 70-80% มีเครื่องบินที่จอดไม่ได้ใช้งาน 10-15% รวมทั้งมีเครื่องบินที่ถูกยกเลิกแล้ว7,879 เที่ยว แบ่งเป็นต่างประเทศ 6,960 เที่ยวและในประเทศ 919 เที่ยว
นอกจากนี้มาตรการในการดูแลผู้โดยสารที่จะเดินทางกลับมาจากเมืองแทกู และคย็องซังเหนือประเทศเกาหลีใต้ว่า จากการประชุมเร่งด่วนร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้กำชับเรื่องความชัดเจน โดยที่ประชุมมีมติให้ผู้โดยสารที่เดินทางมาจาก 2เมือง ต้องไปกักตัวในพื้นที่ของรัฐจัดไว้ให้เป็นเวลา 14 วัน ไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้
ส่วนผู้โดยสารจากชาติอื่นที่โดยสารมากับสายการบินเดียวกันจะถูกส่งตัวไปกักไว้ 14 วันในพื้นที่ที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมจัดให้ตามความเหมาะสม เช่น ศูนย์ฝึกอบรมของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปดูแลใกล้ชิด โดยไม่อนุญาตให้ไปพักที่บ้าน หากมีอาการสามารถนำส่งโรงพยาบาลได้ทันที
ทั้งนี้ขอให้ประชาชนอย่าไปวิตกกังวล เพราะเราผ่านอู่ฮั่นมาแล้ว และมีเคพีไอชัดเจนว่าไทยรับสถานการณ์มาได้อย่างดี ดังนั้นจึงใช้มาตรการเดียวกับอู่ฮั่น ซึ่งก่อนเดินทางมีการตรวจวัดไข้ หากมีไข้ก็จะไม่ได้ขึ้นเครื่องกลับมาแน่นอนต้องพักรักษาตัวที่ประเทศนั้น ทั้งนี้การเดินทางกลับผู้โดยสารต้องเสียค่าใช้จ่ายเองไม่ได้ฟรี
นายยอดชาย สุทธิธนกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินนกสกู๊ต กล่าวว่า การหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมครั้งนี้ ทุกสายการบินพร้อมใจมาเพื่อรายงานถึงผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด -19 โดยต้องยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้โดยสารงดเดินทาง บรรยากาศของสนามบินดอนเมืองไม่คึกคัก แต่ทั้งนี้ ตนเชื่อมั่นว่าปัญหาโควิด -19 จะเป็นผลกระทบคล้ายกับสมัยโรคซาร์สระบาด เชื่อมั่นว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย การท่องเที่ยวจะกลับมาขยายตัวทันที เพราะนักท่องเที่ยวยังต้องการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางยอดนิยมอย่างญี่ปุ่น
นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้รับข้อเสนอของสายการบินไว้พิจารณา แต่ขอนำไปหารือภายในกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพราะมาตรการชดเชยและเยียวยาบางมาตรการเกี่ยวกับงบเงินจึง ต้องมีการนำเสนอมาตรการให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) เศรษฐกิจเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ซึ่งนายศักดิ์สยามขอให้สายการบินกลับไปจัดทำแผนโดยละเอียดกลับมาเสนอเพื่อนำไปประกอบการเสนอให้ครม.พิจารณา ในวันศุกร์ที่ 6 มี.ค. นี้
“มาตรการที่สายการบินต้องการให้รัฐช่วยเหลือให้มากที่สุด โดยการปรับลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าขึ้นลงสนามบิน ค่าจอด ค่าบริการจัดจราจรทางอากาศ ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน เป็นต้น อยากขอให้ช่วยลด นานๆ 1ปี หรือ2 ปี ก็ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะพิจารณาให้ได้มากแค่ไหน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับงบประมาณของรัฐบาลด้วย”
ขณะเดียวกันสถานการณ์ของสายการบินพาณิชย์เอกชนภาพรวม ส่วนใหญ่ต้องเร่งมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยสายการบินที่มีเที่ยวบินจำนวนมากก็ต้องหาทางปรับลดค่าใช้จ่ายมากตามไปด้วย เนื่องจากปัญหาไวรัสโควิด-19ที่แพร่ระบาดอย่างหนักได้ส่งผลกระทบทำให้เที่ยวบินพาณิชย์ในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ลดลงไปกว่า 7,000 กว่าเที่ยวบินแล้ว และมีแนวโน้มจะปรับลดเพิ่มขึ้นอีกหากการแพร่ระบาดยังยืดเยื้อ ซึ่งก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะจบเมื่อไหร่
นายธรรศพลฐ์ กล่าวต่อว่า สถานะของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ขณะนี้ยอดผู้โดยสารปรับลดลงมากโดยอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 60%เทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อนที่อยู่ที่ 80-90% ส่วนสถานะของพนักงานนั้นขณะนี้ สายการบินไทยแอร์เอเชีย และแอร์เอเชียเอ็กซ์มีพนักงานรวมทั้งสิ้น8,000 คน
ยืนยันว่ายังไม่ได้มีการปรับลดพนักงานหรือให้พนักงานหยุดงานโดยไม่รับเงินเดือนแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่ามีการให้สลับหยุดบ้างและ มีการตัดค่าใช้จ่ายบางส่วน แต่ยืนยันว่าทุกคนยังมีตำแหน่งงานอยู่ไม่ได้ปลดหรือลดคนแน่นอน ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าในเดือนพ.ค. สายการบินจะมีการปรับลดพนักงานนั้นยืนยันว่ามีเป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างเท่านั้น
นายสถิระวัฒน์ พลนาค กรรมการผู้จัดการ สายการบินไทยเวียตเจ็ท กล่าวว่า ปัญหาไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสายการบินไทยเวียตเจ็ทเป็นอย่างมากทำให้ ต้องปรับลดความถี่เที่ยวบินและหยุดบินในพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้อัตราการใช้เครื่องบินของบริษัทจำนวน 11 ลำ ลดลงจาก 12 ชั่วโมงต่อวัน เหลือ 8 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ก็ลดลงมาก
“ ไทยเวียตเจ็ทก็ได้ร่วมกับสายการบินพาณิชย์อื่นๆ ยื่นมาตรการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐและผู้ประกอบการสนามบิน โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ในสนามบินและการขอวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งบริษัทก็ต้องการเงินกู้ส่วนนี้ด้วย เพื่อมาช่วยเสริมสภาพคล่อง แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุวงเงินกู้ที่บริษัทและสายการบินต่างๆ ต้องการได้ เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และปัจจุบันต้องเร่งเสนอมาตรการเพื่อพยุงให้สายการบินอยู่รอดเป็นหลักก่อน”
ทั้งนี้บริษัทได้ดำเนินมาตรการ เพื่อลดผลกระทบ ได้แก่ เปิดเส้นทางบินใหม่ภายในประเทศไทยและเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน จัดทำแคมเปญลดค่าโดยสาร สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานราชการและภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ รวมถึงตัดลดต้นทุนและพยายามหมุนเวียนเครื่องบินในเส้นทางต่างๆ เพื่อไม่ให้เครื่องจอดนิ่ง พร้อมยืนยันว่าบริษัทยังไม่มีมาตรการใดๆ เช่น การเลิกจ้าง หรือให้หยุดงานโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without Pay) ซึ่งส่งผลกระทบต่อพนักงานจำนวน 800 คน






