
เปิดบันได 7 ขั้นสู่ความยั่งยืนทางการเงิน
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) บรรยายพิเศษ "แก้หนี้ แก้จน รากแห่งความยั่งยืน" ในการสัมมนา"เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก ลงหลัก ปักฐาน สร้างไทย" ตอนหนึ่งระบุว่า ก่อนนี้ใช้มุมมองแบบนักวิชาการมีข้อสังเกตเหมือนหลายคนว่า กองทุนหมุ่บ้านจะมีความยั่งยืนได้จริงหรือ เพราะเข้าใจว่ากทบ.ทำกิจกรรมเพียงปล่อยกู้แบบธนาคาร และเมื่อรับเป็นกลไกผลักดัรประชารัฐ จะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร เพราะไม่ได้บริหารแบบเอกชน แต่เมื่อได้รับทราบว่ากทบ.อยู่มา 19 ปี ตอบโจทย์ความยั่งยืนได้ และมีศักยภาพเป็นกลไกแก้ความยากจนที่น่าสนใจ
การแก้หนี้อย่างยั่งยืนที่กทบ.ตั้งเป้าหมายนั้น มี 3 ประเด็นต้องพิจารณา คือ 1.ความยั่งยืนทางการเงิน ทางวิชาการจำแนกไว้ 7 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ยังติดกับดักหนี้ มีหนี้สิน ขั้นที่ 2 ปลดหนี้สินได้ แต่ยังไม่มีเงินออม ขั้นที่ 3 มีเงินออมบ้างแต่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในขั้น 1 -3 กันเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น
จากขั้นที่ 4 คือจึงจะถือว่ามีความยั่งยืน คือ มีเงินออม 4 ล้านบาทเมื่อเกษียณ ส่วนขั้นที่ 5 คือมีธุรกิจที่สร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ต่อเนื่อง ขั้นที่ 6. สามารถจ้างมืออาชีพมาบริหารธุรกิจ ไม่ให้กิจการพังใน3รุ่น และขั้นที่ 7. กิจการที่ไปสู่ระกับภุมิภาคหรือตลาดโลกได้
กทบ.ควรตั้งเป้าหมายให้สมาชิกและคนในชุมชนให้มีความยั่งยืนทางรายได้ที่ระดับ 4 คือ มีเงินออมเพื่อความมั่นคง 4 ล้านบาทให้ได้ จะอยู่ในรูปแบบไหน จะวัดอย่างไรต้องมาวางตัวชี้วัดกัน เช่น ออมในรูปธนาคารต้นไม้ เพราะสิ่งนี้เป็นความยั่งยืนไปถึงลูกหลานด้วย
ประเด็นที่ 2 ความรู้ทางการเงิน ต้องสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ เพราะพลังของดอกเบี้ยสูงมาก ถ้าเป็นหนี้นอกระบบ ถูกคิดดอกเบี้ยทบต้นมีพลังดูดรุนแรงให้ติดกับดักหนี้ การกู้ซื้อบ้านถ้าคิดรวมถึงภาระดอกเบี้ย เมื่อคำนวณออก าจะเท่ากับจ่ายซื้อ 2 หลังทีเดียว ทำอย่างไรให้รู้การบริหารเงินให้สร้างรายได้ รู้จักการทำบัญชีเพื่อจะได้รุ้ต้นทุนแท้จริง หลายกิจกรรมทำไปแล้วคิดว่ากำไร แต่ถ้าคิดต้นทุนละเอียกแท้จริงแล้วขาดทุน ทำให้ติดกับดักหนี้ไม่สิ้นสุด
กทบ.มีถึง 7 หมื่นกว่าแห่ง ถ้าเอาข้อมูลมาเทียบเคียงกันจะได้ข้อสรุปได้ว่ากิจกรรมใดมีกำไรหรือขาดทุน. กิจกรรมใดควรส่งเสริม หรือควรหาอย่างอื่นทำแทน
ประเด็นที่ 3 ภัยคุกคามใหม่ ขณะนี้การค้ากำลังเปลี่ยนสู่ออนไลน์ สินค้าจีนทะลักเข้ามาจำนวนมากแล้ว ยังมีกระแสนักธุรกิจนักลงทุนจีนเข้ามาในประเทศ. เป็นจีนอพยพรุ่นใหม่ที่ต่างจากอดีต คือมาคราวนี้พร้อมทั้งทุนและเทคโนโลยี แม้กระทั่งนักศึกษาจีนในไทยเข้ามาปีละ 3 หมื่นคน ไม่ใช่เป็นนักศึกษาเพื่อเข้ามาเล่าเรียนศึกษาอย่างเดียว แต่นักศึกษาพวกนี้มีเป้าหมายชัดจะมาค้าขายกับไทย เขาจะดิ้นรนเรียนรู้ภาษาไทย หาเครือข่ายธุรกิจ หาช่องทางทางการค้าไปพร้อมกันขณะศึกษาเล่าเรียน
กองทุนหมู่บ้านต้องเตรียมความพร้อม สร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อพร้อมรับภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นจากกระแสนักธุรกิจจีนที่กำลังเข้ามา






